bitkub-banner

กูรูชี้ Bitcoin อาจพุ่งสู่ 180,000 ดอลลาร์ เพราะการซื้อคืนพันธบัตรของคลังสหรัฐฯ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Mark Connors ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนจาก Risk Dimensions ชี้ว่าแผนการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยคลายแรงกดดันต่อตลาดคริปโตและอาจเป็นตัวเร่งให้ราคา Bitcoin ทะยานสู่เป้าหมาย 180,000 ดอลลาร์ได้เร็วกว่าที่คาดไว้
  • Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณพร้อมเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรให้มากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรอบ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าวงเงินอาจขยายตัวแตะระดับ 10,000 ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ควบคู่ไปกับการปรับเกณฑ์ SLR เพื่อเปิดทางให้ธนาคารเข้าซื้อพันธบัตรได้มากขึ้น
  • ราคา Bitcoin ดีดตัวขึ้นรับข่าวดังกล่าวจนเกือบแตะระดับ 73,000 ดอลลาร์ โดยนักวิจัยจาก Charles Schwab ระบุว่าบริเวณ 72,000 ดอลลาร์เป็นจุดที่มีการกระจุกตัวของสถานะชอร์ตที่มี Leverage สูง ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงบีบซื้อคืนอย่างรุนแรง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากแผนการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวช่วยสกัดการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรและเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน ซึ่งช่วยเปิดทางให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อตามอย่างแข็งแกร่ง

แผนการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในการเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ กำลังถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับทิศทางราคาของ Bitcoin หลังจากที่ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า รัฐบาลมีแผนที่จะเดินหน้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมที่จะขยายวงเงินให้สูงกว่าระดับ 4 พันล้านดอลลาร์ที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

โดยเขาระบุว่ารัฐบาลต้องการแสดงให้เห็นว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ได้สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง และคลังสหรัฐฯ มีเครื่องมือทางการเงินอีกมากที่พร้อมนำมาใช้งาน ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวได้ผลักดันให้ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนเกือบแตะระดับ 73,000 ดอลลาร์ แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีจะยังคงทรงตัวอยู่แถว 4.68% ก็ตาม

ทางด้าน Mark Connors นักลงทุนผู้คร่ำหวอดในตลาดตราสารหนี้และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Risk Dimensions ได้อธิบายว่า การขยับตัวของกระทรวงการคลังในครั้งนี้เป็นการแทรกแซงตลาดที่ไม่ปกติแต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนว่าภาครัฐกำลังเริ่มรับมือกับแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวที่พุ่งสูงขึ้น โดยเขามองว่าการซื้อคืนพันธบัตรจะช่วยพยุงราคาพันธบัตรและจำกัดการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทน ซึ่งจะช่วยปลดล็อกแรงกดดันที่เคยดูดสภาพคล่องออกจากตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งนี้ Connors คาดว่าวงเงินในการเข้าซื้อคืนของคลังสหรัฐฯ จะไม่ได้หยุดอยู่แค่ 4 พันล้านดอลลาร์ตามที่ประกาศไว้ แต่อาจขยายขนาดขึ้นไปแตะระดับ 10,000 ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายดังกล่าวทำให้ Connors ปรับมุมมองต่อ Bitcoin ใหม่ จากเดิมที่เคยคาดว่าราคาเหรียญจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนตามรอบวัฏจักร 4 ปี แต่ในตอนนี้เขาเชื่อว่านักลงทุนอาจไม่ต้องรอนานขนาดนั้น นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่อาจเกิดขึ้นคือการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ Supplementary Leverage Ratio หรือ SLR ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ควบคุมสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของสถาบันการเงินเทียบกับเงินกองทุน หากมีการผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าวก็จะช่วยให้ภาคธนาคารมีพื้นที่ในการดูดซับพันธบัตรรัฐบาลได้มากขึ้น และเมื่อเวลานั้นมาถึง ราคา Bitcoin ก็น่าจะเริ่มวิ่งเข้าหาเป้าหมายแรกที่ระดับ 180,000 ดอลลาร์

โดยเขาประเมินกรอบราคาระยะยาวของวัฏจักรนี้จนถึงปี 2030 ไว้ที่ 180,000 ถึง 360,000 ดอลลาร์ ขณะเดียวกัน Jim Ferraioli ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยคริปโตจาก Charles Schwab เผยว่าระดับ 72,000 ดอลลาร์มีความสำคัญทางเทคนิคในระยะสั้นอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดที่มีสถานะชอร์ตที่มี Leverage สูงกระจุกตัวอยู่อย่างหนาแน่น

ที่มา: Coindesk


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า แผนการเข้าซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ร่วมกับแนวโน้มการปรับเกณฑ์ SLR ถือเป็นมาตรการเสริมสภาพคล่องแบบอ้อมๆ ที่ส่งผลดีต่อตลาดคริปโตไม่ต่างจากนโยบาย QE ในอดีต เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรถูกควบคุมไม่ให้พุ่งสูง เม็ดเงินย่อมไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่าง Bitcoin การที่ราคาพุ่งทะลุ 72,000 ดอลลาร์ได้สำเร็จพร้อมกับการบีบให้สถานะชอร์ตต้องปิดตัวลง จะยิ่งสร้างแรงส่งทางจิตวิทยาและอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดทางสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ตามเป้าหมายที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้