สรุปข่าว
- Anthony Scaramucci มองว่าการที่ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 69,000 ดอลลาร์ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะทะยานกลับไปยืนเหนือ 100,000 ดอลลาร์อีกครั้ง โดยมีแรงหนุนหลักจากวัฏจักร Halving ในอีกราว 18 ถึง 19 เดือนข้างหน้าที่จะทำให้อุปทานเหรียญใหม่ในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อนข้างนิ่งในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการที่นักขุดโยกย้ายกำลังประมวลผลและเม็ดเงินสภาพคล่องไหลไปสู่กระแส AI ที่กำลังร้อนแรง แต่โครงสร้างผู้ถือครองเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่มสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกที่เข้ามาช่วยสร้างเสถียรภาพ
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าระดับ 74,000 ดอลลาร์เป็นแนวต้านสำคัญทางเทคนิคที่จะช่วยยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ ขณะที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Citibank ได้ตั้งเป้าหมายราคาระยะยาวของ Bitcoin ในปี 2026 ไว้สูงถึง 189,000 ดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากมุมมองเชิงบวกจากผู้นำในวงการการเงินและการคาดการณ์เป้าหมายราคาของสถาบันยักษ์ใหญ่อย่าง Citibank ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าการพักฐานเป็นเพียงการสะสมพลังตามรอบวัฏจักรก่อนที่อุปทานจะตึงตัวจากการ Halving รอบถัดไป
ราคา Bitcoin ปรับตัวพุ่งขึ้นมากกว่า 8% ภายในเวลา 24 ชั่วโมงจนสามารถทะยานกลับมายืนเหนือระดับ 69,000 ดอลลาร์ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน โดยทางด้าน Anthony Scaramucci ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการของสำนักข่าว CNBC ว่าการปรับตัวขึ้นในครั้งนี้สะท้อนถึงการมาถึงของรอบวัฏจักร Halving ครั้งถัดไปและภาวะอุปทานที่กำลังตึงตัวขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดันให้ราคา Bitcoin พุ่งทะลุแนวต้านสำคัญกลับไปอยู่เหนือ 100,000 ดอลลาร์ได้อย่างแน่นอน
สำหรับสาเหตุที่ทำให้การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบแคบและติดหล่มมานาน Scaramucci ชี้ว่ามีปัจจัยหลักอยู่ 3 ประการด้วยกัน ประการแรกคือนักขุด Bitcoin บางส่วนได้เริ่มโยกย้ายกำลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ไปรองรับการทำงานในฝั่ง AI ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำลังขุดของเครือข่ายและลดความผันผวนของราคาลง ประการที่สองคือการที่กระแสความนิยมใน AI ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลออกจากตลาดคริปโตจนทำให้สภาพคล่องลดลง และประการสุดท้ายคือเรื่องของวัฏจักร 4 ปีตามธรรมชาติของ Bitcoin ซึ่งปัจจุบันตลาดเดินทางมาได้มากกว่า 2 ปีแล้ว และเหลือเวลาอีกประมาณ 18 ถึง 19 เดือนก่อนที่จะถึงการ Halving รอบต่อไป
อย่างไรก็ตาม John Darsie ผู้บริหารของทาง SALT ชี้ให้เห็นว่าฐานผู้ถือครอง Bitcoin กำลังเติบโตไปสู่ระดับที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น โดยกลุ่มนักลงทุนรายย่อยในยุคแรกเริ่มทยอยขายทำกำไรออกมา ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบัน ที่ปรึกษาทางการเงิน สำนักงานครอบครัว และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติต่างเข้ามาเพิ่มสัดส่วนการถือครองอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยลดความผันผวนและเพิ่มสถานะการเป็นสินทรัพย์เก็บรักษามูลค่าได้อย่างแข็งแกร่ง ทางด้าน Cameron Winklevoss ผู้ร่วมก่อตั้ง Gemini ยังได้เปรียบเทียบว่าการที่สภาพคล่องไหลไปสู่ AI ถือเป็นการมอบไทม์แมชชีนให้กับนักลงทุน เพราะการที่ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวอยู่แถว 65,000 ดอลลาร์ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทยอยสะสมของในราคาที่มีส่วนลดก่อนที่จะกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้แถว 126,080 ดอลลาร์
ในมุมมองเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์อย่าง Ted ระบุว่าระดับราคา 74,000 ดอลลาร์ถือเป็นด่านทดสอบสำคัญที่สุดในขณะนี้ หากราคาสามารถเบรกทะลุและปิดแท่งรายสัปดาห์เหนือระดับดังกล่าวได้ โอกาสที่ราคาจะร่วงหลุดต่ำกว่า 55,000 ดอลลาร์จะเหลือน้อยมาก ซึ่งถือเป็นจุดยืนยันของโครงสร้างขาขึ้นอย่างแท้จริง สอดคล้องกับรายงานจากทาง Citibank ที่ตั้งเป้าหมายราคา Bitcoin ในปี 2026 ไว้สูงถึง 189,000 ดอลลาร์ แม้ว่าในหมู่นักวิเคราะห์บางส่วนจะยังคงมองว่ามีความเสี่ยงที่ตลาดอาจย่อตัวลงไปทดสอบจุดต่ำสุดแถว 47,000 ดอลลาร์ได้ก็ตาม
ที่มา: coinpedia
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การโยกย้ายของสภาพคล่องและทรัพยากรประมวลผลบางส่วนไปสู่ฝั่ง AI ไม่ได้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของ Bitcoin เสียหาย แต่กลับเป็นช่วงเวลาทองที่เปิดโอกาสให้กลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่ได้ทยอยเข้าเก็บของในต้นทุนที่เหมาะสม การที่ราคาเริ่มฟื้นตัวกลับมาทดสอบระดับ 70,000 ดอลลาร์ ควบคู่ไปกับเป้าหมายราคาระยะยาวของ Citibank และการนับถอยหลังสู่วัฏจักร Halving จะกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยดูดซับอุปทานเหรียญในตลาด และเปิดทางให้ Bitcoin กลับขึ้นไปสร้างสถิติเหนือ 100,000 ดอลลาร์ได้ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

