bitkub-banner

ดร.โสภณ ตั้งคำถาม Bitcoin พุ่ง 18.38% “ถ้าฟลุ๊กกำไร มันน่าภูมิใจตรงไหน?”

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitcoin ดีดตัวแรงกว่า 18% ภายในเวลาเพียง 5 วัน จากบริเวณ $64,000 ขึ้นมาแตะเกือบ $80,000 สร้างแรงฮือฮาให้ตลาดคริปโตอีกครั้ง
  • ดร.โสภณโพสต์บน Facebook ตั้งคำถามถึงการคาดการณ์ราคา Bitcoin โดยมองว่า ไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแม่นยำล่วงหน้า ว่าราคาจะขึ้นหรือลง “ถ้าฟลุ๊กกำไร มันน่าภูมิใจตรงไหน?”เพราะตลาดมีความผันผวนและเปลี่ยนทิศทางได้ตลอดเวลา
  • การทำกำไรจาก Bitcoin จึงอาจไม่ได้สะท้อนว่าผู้ลงทุน “ทำนายตลาดถูก” เสมอไป แต่อาจเป็นผลจากจังหวะ การบริหารความเสี่ยง และการรับความผันผวนที่เหมาะสม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

ตัวเลขการปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ สะท้อนโมเมนตัมเชิงบวกอย่างชัดเจน ขณะที่แรงหนุนล่าสุดมาจากทั้งเงินไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF, ความคาดหวังด้านสภาพคล่อง และท่าทีสนับสนุนคริปโตจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การขึ้นเร็วถึงระดับกว่า 20% ต่อสัปดาห์ก็ทำให้ความเสี่ยงของการพักฐานเพิ่มขึ้นเช่นกัน

Bitcoin พุ่งแรงเกือบ 20% ในเวลาไม่กี่วัน

Bitcoin กำลังกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังราคาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงกลางเดือนสิงหาคม โดยข้อมูลราคาชี้ว่า BTC ปิดวันที่ 17 สิงหาคมบริเวณ $64,526 ก่อนเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนวันที่ 21 สิงหาคมราคาปิดที่ประมาณ $78,334 หรือเพิ่มขึ้นราว 21% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสื่อการเงินหลายแห่งที่ระบุว่า Bitcoin กำลังทำผลงานรายสัปดาห์ดีที่สุดในรอบกว่า 2 ปี โดยราคาขึ้นไปแตะเกือบ $80,000 และฟื้นตัวประมาณ 30% จากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคมที่บริเวณ $59,000

ทำเอาดร.โสภณ กูรูอสังหาฯของไทยถึงกับต้องออกมาเคลื่อนไหวผ่าน Facebook ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้ราคาจะสามารถพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คำถามสำคัญคือ มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าได้จริงหรือไม่ว่าการพุ่งครั้งนี้กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมถามนักลงทุนว่า ถ้าฟลุ๊กกำไร มันน่าภูมิใจตรงไหน?

ไม่มีใครรู้ว่า Bitcoin จะขึ้นหรือลงล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

ใจความสำคัญของโพสต์ไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธว่า Bitcoin สามารถสร้างผลตอบแทนได้ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อความเชื่อมั่นของนักเทรดที่อาจมองว่า การทำกำไรเท่ากับการทำนายตลาดได้ถูกต้อง

ในความเป็นจริง ราคาคริปโตสามารถเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็ว และปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาไม่ได้มีเพียงการวิเคราะห์ในเชิงเทคนิค เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพคล่อง, นโยบายการเงิน, กระแสเงินทุนสถาบัน, ข่าวกฎระเบียบและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการดีดตัวรอบล่าสุดของ Bitcoin ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับหลายปัจจัย ทั้งการที่ประธานาธิบดี Donald Trump สนับสนุน CLARITY Act, การคาดการณ์ว่าสภาพคล่องในตลาดสหรัฐฯ จะดีขึ้น และเงินไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น ต่อให้ใครสามารถเปิด Long ก่อนที่ราคาจะพุ่งขึ้นได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นสามารถคาดการณ์ทุกอย่างได้ถูกต้องเสมอไป

กำไรจาก Bitcoin อาจไม่ได้วัดกันที่ “ทายถูก” เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าสนใจคือการลงทุนระยะยาวและการเทรดระยะสั้นมีธรรมชาติแตกต่างกันอย่างมาก

นักเทรดระยะสั้นอาจพยายามจับจังหวะการเคลื่อนไหวของราคา ขณะที่นักลงทุนระยะยาวอาจไม่ได้สนใจว่าราคาจะขึ้นหรือลงในอีก 5 วัน แต่ให้ความสำคัญกับมูลค่าของสินทรัพย์ในอีกหลายปีข้างหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะ Bitcoin เคยร่วงลงไปใกล้ $60,000 ก่อนจะกลับมาพุ่งเหนือ $77,000 ภายในเวลาไม่กี่เดือน ขณะที่นักลงทุนที่ขายออกในช่วงตลาดกังวลอาจพลาดการฟื้นตัวรอบนี้

ในมุมนี้ “กำไร” จึงอาจไม่ได้เกิดจากการรู้อนาคต แต่เกิดจากการเลือก Risk/Reward ที่ตัวเองรับได้ และสามารถอยู่ในตลาดได้นานพอที่จะเจอกับจังหวะที่ตลาดกลับมาเป็นขาขึ้น


Bitcoin ที่พุ่งขึ้นกว่า 18% ในช่วง 5 วัน เป็นเครื่องเตือนใจว่าตลาดคริปโตสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วเพียงใด และในขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าการอ้างว่าตัวเอง “รู้ว่าราคาจะขึ้น” หลังจากราคาเกิดขึ้นแล้ว อาจไม่ได้มีความหมายมากนัก เพราะสิ่งที่ยากจริง ๆ คือการตัดสินใจก่อนที่ตลาดจะเคลื่อนไหว

ส่วนตัวมองว่าโพสต์นี้มีประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าการถามว่า “ใครทาย Bitcoin ถูก” เพราะสุดท้ายแล้วตลาดไม่มีใครรู้อนาคต 100% สิ่งที่แยกนักลงทุนออกจากนักเสี่ยงโชคอาจไม่ใช่การทายถูกทุกครั้ง แต่คือ เมื่อทายผิดแล้วเสียหายแค่ไหน และเมื่อทายถูกสามารถรักษากำไรไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในตลาดที่ Bitcoin สามารถวิ่งเกือบ 20% ภายในเวลาไม่กี่วันแบบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ที่มา : Facebook, CoinLore, MarketWatch, Reuters, Investing.com, The Wall Street Journal