bitkub-banner

CryptoQuant เผยพฤติกรรมนักลงทุน แห่กู้เงินใช้คริปโตค้ำประกันช่วงตลาดหมี ทำไมเป็นเช่นนั้น 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CryptoQuant เปิดเผยข้อมูลจากแพลตฟอร์ม CoinRabbit พบว่า ทั้งนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่หันมากู้ยืมเงินโดยใช้คริปโตค้ำประกันมากขึ้นในช่วงตลาดขาลงปี 2026 แทนที่จะเทขายเหรียญออกไป
  • ฝั่งรายย่อยกู้ยืมพุ่งขึ้น 74% ส่วนกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ก็กู้ยืมเพิ่มขึ้น 18% พร้อมกระจายสินทรัพย์ค้ำประกันให้หลากหลายขึ้น โดย Zcash แจ้งเกิดร้อนแรงจนขึ้นมาติดอันดับ 3 ของกลุ่มคนรวย
  • นักลงทุนถือสัญญากู้ยืมนานขึ้น สะท้อนพฤติกรรม “ถือยาวรอราคาฟื้นตัว” แทนการตื่นตระหนกเทขายสินทรัพย์ทิ้งในราคาต่ำ

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish

ข้อมูลชุดนี้สะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนที่เลือกถือครองสินทรัพย์แทนการเทขาย ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านซัพพลายในตลาดช่วงขาลงได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะฝั่ง Bitcoin ที่แม้สัดส่วนการนำมาค้ำประกันจะลดลง แต่ไม่ได้แปลว่านักลงทุนเทขายออก เพียงแต่กระจายไปถือสินทรัพย์อื่นเพิ่มควบคู่กัน ส่วนกรณีของ Zcash ถือเป็นสัญญาณบวกเฉพาะตัวที่มาจากราคาที่พุ่งแรง จนนักลงทุนไม่อยากปล่อยเหรียญออกจากพอร์ต

CryptoQuant บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ถือครองคริปโตเคอเรนซีทั้งรายใหญ่และรายย่อยในช่วงตลาดหมี โดยพบเทรนด์ที่น่าสนใจว่า นักลงทุนเริ่มหันมาใช้วิธีนำคริปโตที่มีอยู่ไปวางเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมเงินสดออกมาใช้ แทนที่จะยอมตัดใจเทขายเหรียญออกไปในราคาต่ำ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มกู้ยืมคริปโตอย่าง “CoinRabbit” ชี้ว่า จำนวนครั้งในการกู้ยืมเฉลี่ยต่อคนในปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงตลาดขาลง ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับปี 2025 ที่เป็นช่วงตลาดขาขึ้น 

โดยฝั่งนักลงทุนรายย่อย (Retail) มีความถี่ในการกู้ยืม พุ่งสูงขึ้นถึง 74% จากเฉลี่ย 30.8 ครั้ง เพิ่มเป็น 53.5 ครั้ง ขณะที่กลุ่มลูกค้ารายใหญ่หรือผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWI) ก็มีการกู้ยืมเพิ่มขึ้น 18% จาก 16.5 ครั้ง เพิ่มเป็น 19.4 ครั้ง สะท้อนว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะถือเหรียญยาวเพื่อรอวันที่ตลาดฟื้นตัว

นอกจากนี้ CryptoQuant ยังพบว่า สัดส่วนของผู้ที่กลับมากู้ยืมซ้ำ เพิ่มสูงขึ้นจาก 61.9% เป็น 65.1% โดยระยะห่างในการกู้ยืมแต่ละครั้งของนักลงทุนรายย่อย ขยายตัวขึ้นเกือบเท่าตัว จากเดิมที่กู้เฉลี่ยทุกๆ 11 วัน เพิ่มเป็นทุกๆ 21 วัน 

ซึ่งสะท้อนว่า แม้นักลงทุนจะเว้นช่วงการกู้เงินนานขึ้น แต่เมื่อกู้แล้วก็จะถือสัญญาการกู้ยืมอย่างต่อเนื่อง ไว้นานขึ้นด้วย เพื่อหมุนเงินสดมาใช้ประคองตัวในช่วงตลาดซบเซา แทนที่จะยอมเทขายสินทรัพย์ออกไป

การกระจายสินทรัพย์ค้ำประกันของกลุ่มนักลงทุน

ในส่วนของประเภทสินทรัพย์ที่นำมาใช้เป็นหลักประกัน พบว่า กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ (HNWI) มีการกระจายประเภทสินทรัพย์หลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย Bitcoin (BTC) ยังคงครองอันดับ 1 ตามมาด้วย XRP ในอันดับ 2 และ Zcash (ZEC) ในอันดับ 3

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้ Bitcoin เป็นหลักประกันในกลุ่มคนรวย กลับลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง จาก 57.8% เหลือเพียง 30.5% 

ในขณะที่ Zcash ซึ่งเป็นเหรียญเน้นความเป็นส่วนตัว (Privacy Coin) กลับมาร้อนแรงเกินคาด โดยพุ่งจากเหรียญนอกท็อป 10 ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ด้วยสัดส่วนสูงถึง 24.2% เช่นเดียวกับเหรียญอื่นๆ อย่าง Monero (XMR), Chainlink (LINK) และ Cardano (ADA) ที่ถูกนำมาวางค้ำประกันเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลมาจากราคาของ Zcash ที่ทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากระดับ $50 ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2025 สู่ระดับ $800 ในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มคนรวยได้ขยายรายการสินทรัพย์ที่พวกเขา “ไม่อยากตัดใจขาย” ในช่วงตลาดหมีเพิ่มขึ้น และเลือกนำมาวางค้ำประกัน เพื่อดึงเงินสดออกมาหมุนเวียนแทน

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของนักลงทุนรายย่อย XRP ยังคงครองแชมป์เป็นสินทรัพย์หลักประกันอันดับ 1 ตามมาด้วย Bitcoin ในอันดับ 2 และ Ethereum (ETH) ในอันดับ 3 

โดยในปี 2026 มีเหรียญ Altcoins หลากหลายชนิด เช่น BNB, KAS, VELO ถูกนำมาวางค้ำประกันจนติด 10 อันดับแรกเพิ่มขึ้น ซึ่งสัดส่วนการวางค้ำประกันที่สูงของ XRP สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งอย่างมากของชุมชนผู้ถือครองรายย่อย

สรุปแล้ว CryptoQuant มองว่า บริการกู้ยืมคริปโตได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถผ่านพ้นวิกฤตตลาดหมีไปได้ โดยไม่ต้องตื่นตระหนกเทขายเหรียญออกไปในราคาถูก แต่เลือกใช้วิธีนำสินทรัพย์หลากชนิดไป “จำนำ” เพื่อดึงเงินสดออกมาหมุนเวียนประคองตัวแทน

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : เทรนด์การนำคริปโตไปวางค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงินแทนการเทขาย ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อสุขภาพตลาดในระยะยาว เพราะช่วยลดแรงเทขายแบบตื่นตระหนก (Panic Sell) ที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงตลาดหมี