bitkub-banner

Cronos ตัดสินใจ rollback บล็อกเชน กู้คริปโทฯ $111 ล้านกลับคืน ท่ามกลางดราม่าในชุมชน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • แพลตฟอร์มกู้ยืม Tectonic บนเครือข่าย Cronos ถูกแฮก เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม สร้างความเสียหายรวม 120.4 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าตัวเลขประเมินแรกที่ 75 ล้านดอลลาร์
  • กลุ่มผู้ตรวจสอบธุรกรรมของ Cronos ตัดสินใจย้อนบล็อกเชนกลับไป 10,961 บล็อก กู้เงินคืนมาได้ 111.2 ล้านดอลลาร์ หรือราว 92% ของความเสียหายทั้งหมด ส่วนอีก 9.19 ล้านดอลลาร์ยังตามคืนไม่ได้
  • การตัดสินใจครั้งนี้ จุดกระแสถกเถียงในวงกว้าง เพราะขัดกับหลักความเป็นเด็ดขาดของธุรกรรม และทำให้นึกถึงกรณี Harmony ที่เคยทำแบบเดียวกัน ต่างจาก Flow และ Ethereum ที่เลือกไม่ย้อนประวัติ หลังถูกแฮก

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

การกู้เงินคืนมาได้ถึง 92% ถือเป็นข่าวดีในแง่การปกป้องเงินทุนของผู้ใช้งาน แต่ในอีกด้านหนึ่งวิธีการที่ใช้ กลับสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อหลักการกระจายอำนาจของเครือข่าย นักลงทุนบางกลุ่มอาจมองว่า Cronos ยังพึ่งพาการตัดสินใจของผู้ตรวจสอบธุรกรรมกลุ่มเล็กมากเกินไปในยามวิกฤต ขณะที่อีกกลุ่มมองว่านี่คือมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาระบบนิเวศโดยรวม 

Cronos ได้ยืนยันในรายงานสรุปผลการวิเคราะห์เหตุการณ์ ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า เหตุการณ์โจมตีแพลตฟอร์มกู้ยืม Tectonic เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความเสียหายสูงถึง 120.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประเมินแรกเริ่มที่ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่พอสมควร 

ส่งผลให้กลุ่มผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validators) ต้องตัดสินใจใช้มาตรการย้อนประวัติบล็อกเชน (Rollback) เพื่อกู้เงินคืนกลับมาได้ 111.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 92% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ยังมีเงินอีกราว 9.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.6% ที่ถูกคนร้ายโอนออกข้ามไปยังเครือข่ายอื่นได้ทัน ก่อนที่ระบบจะถูกสั่งหยุดทำงาน ซึ่งยังไม่สามารถติดตามกู้คืนกลับมาได้ในขณะนี้

เจาะกลไกการโจมตี

กลไกการโจมตีครั้งนี้เริ่มจากการที่ผู้ไม่หวังดีใช้ Smart Contract เข้าไปปั่นราคาเหรียญ TONIC บน DEX ให้พุ่งขึ้นสูงถึง 100 เท่า ภายในเวลาไม่กี่นาที โดยอาศัยช่องโหว่จากสภาพคล่องที่เบาบาง จากนั้นจึงนำเหรียญที่ถูกปั่นราคาเกินจริง มาใช้เป็นหลักประกันเพื่อสูบเงินกู้ออกไปถึง 120.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 9 ตลาดในการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว 

ซึ่งหลังจากเกิดเหตุราว 2 ชั่วโมง เหล่าผู้ตรวจสอบธุรกรรมได้ตัดสินใจสั่งหยุดเครือข่ายและทำ Rollback เพื่อย้อนบล็อกเชนกลับไปก่อนเกิดเหตุการณ์ ทำให้ระบบกลับมาทำงานได้ตามปกติหลังผ่านไป 11 ชั่วโมง 

อย่างไรก็ตาม การกู้เงินคืนมาได้นั้น ต้องแลกมาด้วยความเสียหาย ต่อความเป็นเด็ดขาดของธุรกรรม (Finality) อย่างรุนแรง เนื่องจากกระบวนการ Rollback ต้องย้อนประวัติไปไกลถึง 1 ชั่วโมง 54 นาที (คิดเป็น 10,961 บล็อก) ส่งผลให้ทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวถูกยกเลิกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมทั่วไป หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่แอปพลิเคชันอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Bridge ที่ดำเนินการประมวลผลไปแล้ว 

ทาง Cronos ยอมรับว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากร่วมกับ Validators ระหว่างการรักษาความเป็นเด็ดขาดของธุรกรรม กับการปกป้องเงินทุนมหาศาล เนื่องจากหากไม่ย้อนสถานะบล็อกเชน สินทรัพย์ทั้งหมดก็จะตกไปอยู่ในมือของผู้โจมตีอย่างสมบูรณ์

บรรทัดฐานทางจริยธรรมและการควบคุมเครือข่ายในสภาวะฉุกเฉิน

การย้อนประวัติบล็อกเชนของ Cronos ในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เดินตามรอยเครือข่าย Harmony ที่เคยประกาศแผน Rollback หลังเจอผู้โจมตีเสกเหรียญ ONE ขึ้นมาจำนวนมหาศาล 

ซึ่งตรงกันข้ามกับเครือข่าย Flow ที่ยอมยกเลิกแผนการย้อนประวัติ หลังจากถูกแฮกไปมูลค่า 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเจอกระแสต่อต้านอย่างหนักว่า การแทรกแซงประวัติบล็อกเชน เป็นการทำลายหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) 

เช่นเดียวกับกรณีของ Ethereum ในปี 2025 ที่ชุมชนออกมาคัดค้านแนวคิดการ Rollback หลังเหตุการณ์แฮก Bybit มูลค่าเกือบ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยชี้ว่าโครงสร้างระบบที่มี Bridge และแอปพลิเคชันเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนในปัจจุบันทำให้การย้อนประวัติเครือข่ายไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ 

ทั้งนี้ การที่ Cronos มีผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validators) จำกัดไว้ไม่เกิน 100 ราย ทำให้สามารถประสานงานเพื่อหยุดและรีสตาร์ทระบบได้ทันท่วงที แม้มาตรการฉุกเฉินนี้จะช่วยกู้เงินคืนมาได้สำเร็จ แต่ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ความเป็นเด็ดขาดของธุรกรรม (Finality) บน Cronos เมื่อเกิดวิกฤต ยังคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกลุ่มผู้ตรวจสอบธุรกรรมเป็นหลัก

ที่มา : coindesk


มุมมองผู้เขียน : การตัดสินใจของ Cronos ในครั้งนี้ แม้จะเข้าใจได้ในมุมของการปกป้องผู้ใช้จากความเสียหายมหาศาล แต่ก็ทิ้งคำถามสำคัญในระยะยาวไว้เช่นกัน เพราะหากเครือข่ายเลือกที่จะย้อนประวัติทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ความน่าเชื่อถือของความเป็นเด็ดขาดในธุรกรรม (Finality) ก็จะยิ่งลดลงในสายตานักพัฒนาและนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับหลักการกระจายอำนาจ