สรุปข่าว
- Coinbase ได้เปลี่ยนชื่อ Base App กลับมาใช้ชื่อเดิมคือ Coinbase Wallet โดยลดบทบาทด้านฟีเจอร์โซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อโฟกัสไปที่การเป็นแพลตฟอร์มคริปโทฯ
- บริษัทมีการจับมือกับ Moov เพื่อนำเทคโนโลยี Stablecoin เข้าไปในระบบของธนาคารชุมชนและสหกรณ์เครดิตยูนิตกว่า 4,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ
- การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เป็นความพยายามเชิงรุกเพื่อลดแรงต้านจากกลุ่มธนาคารดั้งเดิมและเตรียมตัวรับมือกับร่างกฎหมาย Clarity Act
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Coinbase กำลังปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินแบบครบวงจร โดยเริ่มจากการรีแบรนด์ Base App กลับมาเป็น Coinbase Wallet พร้อมกับประกาศความร่วมมือกับ Moov เพื่อนำระบบ Stablecoin เข้าสู่ธนาคารชุมชนกว่า 4,000 แห่งในสหรัฐฯ เพื่อลดแรงต้านจากกลุ่มธนาคารหาก Clarity Act ได้รับการอนุมัติ
Coinbase กระดานเทรดยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงในสหรัฐฯ ได้อัปเดทความเคลื่อนไหวสำคัญหลายประการซึ่งสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลทั้งในฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปและฝั่งโครงสร้างพื้นฐานการเงินเพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินแบบครบวงจร ในช่วงเวลาสำคัญที่สหรัฐฯ กำลังจะมีการลงมติร่างกฎหมายคริปโทเคอร์เรนซีครั้งสำคัญ
หวนคืนสู่ Coinbase Wallet
เริ่มต้นกันที่เรื่องแรก Coinbase ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ Base App และกลับมาใช้ชื่อเดิมคือ Coinbase Wallet อีกครั้ง โดยเป็นการปรับทิศทางจากการเน้นฟีเจอร์โซเชียลเน็ตเวิร์กและครีเอเตอร์ กลับมาสู่การเป็นแพลตฟอร์มการเทรดคริปโทเคอร์เรนซีแบบข้ามเครือข่าย ตรงตามกลยุทธ์หลักของบริษัทที่ต้องการจะเป็น “ศูนย์ซื้อขายทุกสิ่ง”

แอปเวอร์ชันใหม่นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่หลากหลายโดยไร้ข้อจำกัดในเรื่องบล็อกเชน ไม่ว่าจะเป็น Perpetual Futures บน Hyperliquid, เหรียญบน Solana, สินทรัพย์บน Robinhood Chain ตลอดจนหุ้นในรูปแบบโทเคน
Ryan Kass ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Coinbase Wallet ระบุว่า แอปกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ดูแลด้วยตนเอง จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องทดลองในการทดสอบสินทรัพย์และฟีเจอร์ใหม่ๆ ก่อนที่จะนำไปเปิดให้บริการบนกระดานเทรดหลักของ Coinbase
การรีแบรนด์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ Jesse Pollak ผู้สร้าง Base ได้ลดบทบาทจากการดูแลตัวแอปเพื่อกลับไปโฟกัสที่ตัวบล็อกเชน Base โดยทั้งตัวเขาและ Brian Armstrong ต่างยอมรับว่าฟีเจอร์โซเชียลและครีเอเตอร์ รวมถึงการเป็นซูเปอร์แอปไม่ได้ผลตอบรับตามที่คาดไว้
จับมือ Moov เข้าระบบธนาคารชุมชน 4,000 แห่ง
ในขณะที่ฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปได้รับการอัปเกรดตัวแอป ที่อีกด้านหนึ่งทาง Coinbase ก็ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Moov บริษัทผู้ให้บริการระบบชำระเงิน เพื่อนำบริการ Stablecoin เข้าสู่ธนาคารชุมชนและสหกรณ์เครดิตยูนิตกว่า 4,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ
การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมต่อระบบดั้งเดิมเข้ากับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ต้องลงทุนพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่ง Coinbase จะเป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยีแพลตฟอร์มคริปโทฯ ขณะที่ Moov ที่เชื่อมต่อกับสถาบันการเงินกว่า 1,000 แห่งอยู่แล้ว จะทำหน้าที่เชื่อมระบบ Stablecoin เข้ากับระบบชำระเงินเดิมของธนาคาร ทำให้สถาบันการเงินขนาดเล็กสามารถรองรับการโอนเงินและรับชำระด้วย Stablecoin ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
Wade Arnold ซีอีโอของ Moov และ Jill Castilla ซีอีโอของ Citizens Bank of Edmond ชี้ว่า ลูกค้าภาคธุรกิจและผู้ประกอบการรายย่อยต้องการระบบชำระเงินที่รวดเร็วขึ้นแต่มีค่าธรรมเนียมที่ถูกลง ซึ่ง Stablecoin สามารถตอบโจทย์การโอนเงินที่ไม่มีวันหยุดทำการได้อย่างดี
การขยับก่อนมติใหญ่
หากลองวิเคราะห์ดูดีๆ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเคลื่อนไหวข้างต้นล้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญกับการเมืองในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Clarity Act เนื่องจากกลุ่มสมาคมธนาคารดั้งเดิม ต่างแสดงความกังวลและคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นการจ่ายผลตอบแทนของ Stablecoin เพราะเกรงว่าลูกค้าจะถอนเงินฝากออกจากธนาคารเพื่อนำไปแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่สูงกว่า
เพื่อลดแรงต้านและสร้างพันธมิตร Coinbase จึงเลือกที่จะนำโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin เข้าไปใส่ในธนาคารชุมชนโดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้ธนาคารท้องถิ่นกลายเป็นผู้ให้บริการ Stablecoin แก่ลูกค้าของตนแทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าโอนเงินออกไปใช้บริการภายนอก
สิ่งนี้หมายความว่าหากร่างกฎหมาย Clarity Act ผ่านการอนุมัติ Coinbase ก็จะพร้อมรองรับทั้งฝั่งผู้ใช้รายย่อยที่เทรดสินทรัพย์ทุกประเภทผ่าน Coinbase Wallet และฝั่งสถาบันการเงินท้องถิ่นที่ทำธุรกรรมผ่านระบบ Stablecoin ที่เชื่อมต่อไว้ล่วงหน้า ถือเป็นการเตรียมตัวที่แยบยลและครอบคลุมในทุกมิติ
มุมมองผู้เขียน : การปรับตัวครั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากคู่แข่งของระบบธนาคารมาเป็นพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้ Stablecoin ในวงกว้าง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ Coinbase สามารถครองตลาดสหรัฐฯได้โดยที่ไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งหัวแถว

