สรุปข่าว
- RAY พุ่ง 105% ใน 7 วัน แตะ $1.72 สูงสุดนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2025
- StonkFun ย้ายการเปิดตัวโทเคนใหม่ทั้งหมดมายัง LaunchLab ดันปริมาณเทรดและค่าธรรมเนียมเข้าสู่ Raydium
- 12% ของค่าธรรมเนียมถูกนำไปซื้อ RAY คืน โดยยอดซื้อคืนโทเคนวันที่ 8 ก.ย. 2026 สูงถึง $640,788
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
โทเคน Raydium (RAY) พุ่งขึ้นกว่า 105% ภายในสัปดาห์เดียว จนราคาแตะระดับ $1.72 หลัง StonkFun ย้ายการเปิดตัวโทเคนทั้งหมดมาอยู่บน LaunchLab ของ Raydium ส่งผลให้ธุรกรรมและค่าธรรมเนียมไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดย StonkFun สร้างค่าธรรมเนียมได้ 5.88 ล้านดอลลาร์ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ขณะที่ Raydium นำ 12% ของค่าธรรมเนียมไปซื้อ RAY คืนจากตลาดทุกวัน ทำให้การเติบโตของ LaunchLab กลายเป็นแรงหนุนราคาโทเคน RAY โดยตรง
Raydium (RAY) โทเคนประจำแพลตฟอร์ม DEX บนเครือข่าย Solana พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง StonkFun แพลตฟอร์มเปิดตัวโทเคนหุ้นบน Solana ย้ายการเปิดตัวโทเคนทั้งหมดมาใช้ LaunchLab ของ Raydium ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายและรายได้จากค่าธรรมเนียมไหลเข้าสู่ระบบของ Raydium มหาศาล
ข้อมูลจาก CoinGecko ระบุว่า โทเคน RAY ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1.72 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27% ใน 24 ชั่วโมง และ 105% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับราคาที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2025 ขณะที่มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 465 ล้านดอลลาร์ และกำลังขยับเข้าใกล้เหรียญ Top 100 ของตลาดคริปโต

แรงส่งครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ของ Raydium แต่เป็นผลจากการเติบโตของ StonkFun และการตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ย้ายการเปิดตัวโทเคนทั้งหมดมาอยู่บน LaunchLab ของ Raydium
StonkFun เป็นแพลตฟอร์มเปิดตัวโทเคนบน Solana ที่มีโมเดลแตกต่างจากแพลตฟอร์มทั่วไป เพราะโทเคนใหม่สามารถจับคู่กับสินทรัพย์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ โทเคนหุ้น, โทเคน Pre-IPO และโทเคน ETF ไปจนถึงสกุลเงินและสินทรัพย์คริปโต แทนที่จะจำกัดอยู่เพียง SOL หรือ USDC
แพลตฟอร์มยังมีระบบ Reflection Meta ซึ่งโทเคนบางประเภทจะหักค่าธรรมเนียม 1% หรือ 3% จากทุกธุรกรรม ก่อนนำรายได้กลับมาแจกจ่ายให้ผู้ถือ โดยผลตอบแทนจะจ่ายเป็นสินทรัพย์ที่โทเคนนั้นใช้จับคู่ ไม่ใช่ตัวโทเคนหลัก เช่น หากจับคู่กับโทเคนหุ้น Apple ผู้ถือก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นสินทรัพย์ดังกล่าว
ปัจจุบัน StonkFun ระบุว่า แจกจ่ายแจกจ่ายรางวัลสะสมไปแล้วมากกว่า 32 ล้านดอลลาร์ และหนึ่งในกรณีที่โดดเด่นคือ การแจก ZEC มูลค่าประมาณ 4.9 ล้านดอลลาร์ ให้กับผู้ถือ ZCAT
เมื่อโทเคนทั้งหมดของ StonkFun ถูกย้ายมาเปิดตัวผ่าน LaunchLab ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจึงต้องผ่านพูลของ Raydium และทุกการซื้อขายก็กลายเป็นแหล่งรายได้จากค่าธรรมเนียมให้กับโปรโตคอลโดยตรง
ข้อมูลจาก DeFiLlama ระบุว่า StonkFun สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมประมาณ 5.88 ล้านดอลลาร์ สูงกว่า pump.fun ที่ 4.73 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่ทำให้รายได้ก้อนนี้มีความสำคัญต่อราคาโทเคน RAY คือ 12% ของค่าธรรมเนียมที่ Raydium เก็บได้จะถูกนำไปซื้อโทเคนคืนจากตลาดทุกวัน
เมื่อ LaunchLab มีคนใช้งานมากขึ้น Raydium ก็เก็บค่าธรรมเนียมได้มากขึ้น และเงินส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงซื้อ RAY โดยตรง ยิ่งปริมาณการซื้อขายสูง เงินที่นำไปซื้อคืนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม
ที่สำคัญ RAY ที่ถูกซื้อคืนจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าของโปรโตคอล ไม่ได้ถูกนำกลับเข้าสู่ตลาดเพื่อขายต่อ ทำให้กลไกดังกล่าวสามารถสร้างแรงซื้อพร้อมกับลดจำนวนเหรียญที่กลับเข้าสู่ตลาดในแต่ละวัน
ผลกระทบต่อตลาดเริ่มเห็นชัดเจนในวันที่ 8 กันยายน เมื่อ Raydium ใช้เงินถึง 640,788 ดอลลาร์ เพื่อซื้อ RAY คืนภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นยอดซื้อคืนรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตามข้อมูลจาก Blockworks

ก่อนหน้านี้ยอดซื้อคืนในช่วงต้นปี 2026 ค่อนข้างทรงตัว แต่เริ่มเร่งตัวขึ้นในเดือนสิงหาคม ก่อนพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับการเติบโตของธุรกรรมบน LaunchLab
ปัจจุบัน LaunchLab ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 9 ในกลุ่มแพลตฟอร์มเปิดตัวโทเคนด้วยค่าธรรมเนียมประมาณ 886,612 ดอลลาร์ ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การพุ่งขึ้นของ RAY กว่า 100% ในสัปดาห์เดียวมีปัจจัยพื้นฐานหนุนหลังที่น่าจับตา เพราะการเติบโตของ StonkFun กำลังถูกส่งต่อมายัง Raydium ผ่านปริมาณการซื้อขาย ค่าธรรมเนียม และกลไกซื้อโทเคนคืนจากตลาด
ที่มา:cryptopolitan
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ต้องจับตาคือ RAY จะยังสามารถรักษาโมเมนตัมเชิงบวกได้หรือไม่ หาก StonkFun และ LaunchLab สามารถรักษาปริมาณการใช้งานในระดับสูงต่อเนื่อง เพราะแรงซื้อครั้งนี้ไม่ได้พึ่งเพียงกระแสเก็งกำไร แต่มีรายได้จริงเข้ามาหนุน อย่างไรก็ตาม หลังราคาพุ่งกว่า 100% ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ นักลงทุนควรระวังแรงขายทำกำไรและความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะสั้น

