สรุปข่าว
- Michael Saylor เผยแพร่บทความเสนอแนวคิด ‘กฎบัตรสิทธิดิจิทัล’ (Bill of Digital Rights) เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2569 หลังขึ้นเวทีงาน Freedom Tech DC
- เป้าหมายคือให้บริษัทใหม่ 10 ล้านแห่งสามารถระดมทุนได้ผ่านการออกโทเคนดิจิทัล เทียบกับปัจจุบันที่มีเพียงราว 400 บริษัทจากทั้งหมด 40 ล้านแห่งในสหรัฐฯ ที่เข้าถึงตลาดทุนสาธารณะได้ง่าย
- Saylor เสนอสิทธิพื้นฐาน 5 ข้อ ได้แก่ การสร้าง ออกโทเคน เก็บรักษา โอน และใช้สินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมวิจารณ์ร่างกฎหมาย CLARITY Act ว่าเน้นข้อจำกัดมากกว่าการเปิดทาง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ข้อเสนอนี้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนโยบายที่ยังไม่มีการบังคับใช้จริง จึงไม่ส่งผลต่อราคาในทันที แต่สะท้อนความพยายามต่อเนื่องของ Saylor ในการผลักดันให้ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการยอมรับในระบบการเงินกระแสหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน
Michael Saylor ประธานบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) เผยแพร่บทความยาวชื่อ “Prescriptions for Prosperity in the Digital Economy” เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2569 หลังขึ้นเวทีงาน Freedom Tech DC ที่จัดโดย Bitcoin Policy Institute โดยเสนอแนวคิด “กฎบัตรสิทธิดิจิทัล” (Bill of Digital Rights) ที่มีเป้าหมายเพื่อ “เปิดทางให้บริษัทใหม่ 10 ล้านแห่งสามารถระดมทุนได้” ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2569 เวลา 15:03 น. Saylor ชี้ว่าในปัจจุบันสหรัฐฯ มีธุรกิจจดทะเบียนราว 40 ล้านแห่ง แต่มีเพียงประมาณ 400 บริษัทเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงตลาดทุนสาธารณะได้อย่างสะดวก คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.001%
สิทธิดิจิทัล 5 ข้อที่ Saylor เสนอ
ในบทความ Saylor เสนอว่าบุคคลและบริษัทควรได้รับสิทธิพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล 5 ข้อ ได้แก่ สิทธิในการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ สิทธิในการออกโทเคนสู่ตลาดเพื่อระดมทุน สิทธิในการเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตัวเองหรือผ่านผู้ดูแลบุคคลที่สาม สิทธิในการโอนสินทรัพย์ระหว่างบุคคล บริษัท กระเป๋าเงิน และผู้ให้บริการ และสิทธิในการใช้จ่าย ลงทุน หารายได้ หรือกู้ยืมโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลค้ำประกัน เขายังวิจารณ์ร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่มีความยาวราว 630 หน้า โดยระบุว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ราว 600 หน้าเน้นไปที่การจำกัดมากกว่าการเปิดทางให้เศรษฐกิจเติบโต
เชื่อมโยงกับ AI และระบบธนาคาร
Saylor มองว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้บุคคลหรือทีมเล็ก ๆ สามารถสร้างซอฟต์แวร์และธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่กลไกตลาดทุนแบบเดิม เช่น การเสนอขายหุ้น IPO หรือกฎเกณฑ์นักลงทุนที่ได้รับการรับรอง กลับล้าช้าและมีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับการระดมทุนให้ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก เขายังเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแล เช่น ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC), CFTC และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกกฎเกณฑ์ในระดับหน่วยงานแทนการรอกฎหมายจากสภาคองเกรส พร้อมเสนอให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเก็บรักษา Bitcoin และปล่อยกู้โดยใช้ Bitcoin ค้ำประกันได้ รวมถึงให้คณะกรรมการบาเซิลทบทวนอัตราถ่วงน้ำหนักความเสี่ยง 1,250% ที่ใช้กับสินทรัพย์คริปโตกลุ่ม 2b
ต่อยอดจากแนวคิดผลักดัน Bitcoin เข้าระบบธนาคาร
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Michael Saylor ผลักดัน BTC เข้าระบบธนาคาร มองภาพเป็นปัจจัยช่วยหนุนมูลค่าตลาดโตแตะ $100 ล้านล้าน ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับข้อเสนอกฎบัตรสิทธิดิจิทัลฉบับนี้ นอกจากนี้ Strategy ยังเพิ่งกลับมาซื้อ Bitcoin อีกครั้งหลังหยุดพักไป 2 สัปดาห์ ตามที่รายงานใน Strategy คืนสังเวียนกวาดซื้อ Bitcoin เพิ่ม 950 เหรียญพร้อมทุ่มทุนซื้อหุ้นคืน ซึ่งสะท้อนว่า Saylor ยังคงเดินหน้าทั้งในเชิงนโยบายและการลงทุนจริงไปพร้อมกัน
ส่วนตัวผมมองว่าข้อเสนอของ Saylor รอบนี้เป็นเรื่องเชิงวิสัยทัศน์มากกว่าการกระทำที่จับต้องได้ทันที ยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานไหนรับลูกอย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนจุดยืนที่ Saylor ยืนหยัดมาตลอดว่าอยากให้ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าไปอยู่ในระบบการเงินกระแสหลักให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบธนาคาร ประกันภัย หรือตลาดทุน สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือท่าทีของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ และ CFTC ว่าจะขานรับแนวคิดนี้แค่ไหน เพราะถ้าหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มขยับตามจริง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโตในระยะยาว แต่ถ้าเป็นแค่คำพูดที่ไม่มีการผลักดันต่อ ก็คงเป็นแค่กระแสข่าวช่วงสั้น ๆ เหมือนที่ Saylor เคยพูดไว้หลายครั้งก่อนหน้านี้
ที่มา: Cointelegraph
เครดิตภาพจาก @TheBitcoin__

