สรุปข่าว
- Ripple เดินหน้าบุกวอลล์สตรีทผ่าน Ripple Prime หลังเข้าซื้อ Hidden Road มูลค่า 1.25 พันล้านดอลลาร์ พร้อมรุกธุรกิจจัดหาเงินทุนให้กองทุน ETF แบบใช้เลเวอเรจ
- ตลาดมีขนาดใหญ่และค่าธรรมเนียมสูง สหรัฐฯ มี ETF แบบใช้เลเวอเรจ 593 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 2.56 แสนล้านดอลลาร์ เปิดโอกาสให้ Ripple แข่งขันกับธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์
- แต่ความเสี่ยงก็สูงตาม ต้นทุนสวอปอาจกัดกินผลตอบแทนของนักลงทุน ขณะที่ Ripple เองต้องรับความเสี่ยงหากสินทรัพย์อ้างอิงเกิดความผันผวนรุนแรง
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
สื่อข่าวต่างประเทศ Wall Street Journal รายงานว่า Ripple กำลังรุกเข้าสู่ตลาดการเงินของวอลล์สตรีทผ่าน Ripple Prime โดยธุรกิจดังกล่าวให้บริการจัดหาเงินทุนและการหักบัญชีแก่กองทุน ETF แบบใช้เลเวอเรจและนักลงทุนสถาบัน ตลาดนี้มีขนาดกว่า 2.56 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ และสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมในระดับสูง ทำให้ Ripple มีโอกาสแข่งขันกับธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์โดยตรง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิงและธุรกรรมสวอป
รายงานล่าสุดจาก Wall Street Journal สื่อการเงินระดับโลก ระบุว่า Ripple บริษัทผู้สร้างเหรียญ XRP กำลังขยายอาณาจักรการเงินจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการคริปโต เข้าสู่ศูนย์กลางการเงินโลกอย่างวอลล์สตรีทแบบเต็มตัว ผ่านการให้บริการจัดหาเงินทุนด้วยสัญญาสวอป (Swap Financing) ให้กับกองทุน Leveraged ETF ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Ripple กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ
ซื้อกิจการต่อยอดสถาบัน
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ก่อนหน้านี้ Ripple ได้ทยอยปูทางขยายธุรกิจจากเหรียญ Stablecoin และบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล เข้าสู่การให้บริการทางการเงินแก่นักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังจาก Ripple ได้ทุ่มเงินกว่า 1.25 พันล้านดอลลาร์ เข้าซื้อกิจการ Hidden Road บริษัทโบรกเกอร์เพื่อนักลงทุนสถาบัน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Ripple Prime ซึ่งทำหน้าที่เป็นขานำในการให้บริการซื้อขาย หักบัญชี และจัดหาเงินทุนแก่ผู้จัดการสินทรัพย์และเฮดจ์ฟันด์ระดับโลก เช่น Brevan Howard
เจาะตลาด Leveraged ETF โอกาสทองที่มีมูลค่าแสนล้าน
ธุรกิจสัญญาสวอปถือเป็นหัวใจสำคัญของ Leveraged ETF หรือกองทุนที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนเป็นทวีคูณ (เช่น กองทุนที่ตั้งเป้าโตเป็น 2 เท่าของหุ้น Nvidia) กองทุนประเภทนี้จะทำสัญญาสวอปกับธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อรับผลตอบแทนตามสินทรัพย์อ้างอิง โดยแลกกับการจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ให้บริการ
ข้อมูลจาก Morningstar Direct ชี้ว่า ตลาดนี้กำลังเติบโตมหาศาล โดยในสหรัฐฯ มี Leveraged ETF รวมกันกว่า 593 กองทุน คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกว่า 2.56 แสนล้านดอลลาร์ ความต้องการสัญญาสวอปที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับธนาคารดั้งเดิมมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในการแบกรับความเสี่ยง จึงกลายเป็นโอกาสทองให้ Ripple, Jane Street และ Clear Street เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนโตชิ้นนี้
รายได้มหาศาลจากค่าธรรมเนียม และภาระของนักลงทุน
เหตุผลที่ธุรกิจนี้น่าดึงดูดสำหรับ Ripple คือ “ค่าธรรมเนียมที่สูง” ตัวอย่างเช่น เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า กองทุน Tradr 2X Long SNDK Daily ETF ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสวอปให้ Ripple ในอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนบวกเพิ่มอีก 4% ซึ่งคิดเป็นต้นทุนสูงถึงประมาณ 8% ของสินทรัพย์กองทุนต่อปี
ต้นทุนสวอปเหล่านี้จะถูกหักออกจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนโดยตรง ซึ่งหมายความว่านักลงทุนในกองทุน Leveraged ETF จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนทั่วไป (~1%) ส่งผลให้การถือกองทุนประเภทนี้นานเกินไป อาจทำให้ผลตอบแทนจริงของนักลงทุนเบี่ยงเบนไปจากสินทรัพย์อ้างอิงอย่างมาก
อย่างไรก็ตามแม้จะมีรายได้งดงาม แต่ Ripple และคู่สัญญาสวอปก็ต้องเผชิญความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน หากสินทรัพย์อ้างอิงดิ่งลงอย่างรุนแรงภายในวันเดียวจนกองทุนสูญเสียเงินทุน คู่สัญญาอย่าง Ripple อาจต้องร่วมแบกรับผลขาดทุนนั้น ทำให้ Ripple Prime ต้องมีระบบป้องกันความเสี่ยง และกระจายความเสี่ยงร่วมกับผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Makers) รายอื่นอย่างกุมรัด
มุมมองผู้เขียน: จากนี้ต้องจับตาว่า Ripple จะเดินเกมในตลาดการเงินแบบดั้งเดิมได้ไกลแค่ไหน หากตลาด ETF แบบใช้เลเวอเรจยังขยายตัวต่อเนื่อง Ripple Prime ก็มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้บริษัท พร้อมกับขยายบทบาทของ Ripple ในตลาดทุนสหรัฐฯ ให้ชัดเจนขึ้นอีกขั้น
ที่มา:Wallstreetjournal

