bitkub-banner

Zcash ETF ของ Grayscale ดึงเงิน $1 พันล้านใน 30 วัน แต่คนถือไม่ได้ความเป็นส่วนตัว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Grayscale Zcash ETF (ZCSH) มีเงินไหลเข้ากว่า $1 พันล้านใน 30 วันทำการแรก ติดกลุ่ม 1% แรกของ ETF ที่เปิดตัวในรอบ 10 ปี
  • ผู้ถือ ETF ต้องยืนยันตัวตนและเหรียญอยู่กับผู้รับฝากทรัพย์สินในระบบ จึงไม่ได้ความเป็นส่วนตัวที่เป็นจุดขายของ Zcash เลย
  • พี่น้อง Winklevoss ยื่นขอ Zcash ETF ค่าธรรมเนียมรายงานว่าราว 0.25% เทียบกับ 2.5% ของ ZCSH ขณะที่ ก.ล.ต. ไทยเพิ่งออกเกณฑ์ Crypto ETF

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BULLISH

เงินสถาบันกว่า $1 พันล้านที่ไหลเข้าในเวลาสั้น ๆ และการแข่งขันของผู้ออก ETF รายใหม่ สะท้อนความต้องการซื้อ ZEC ที่แข็งแรง แต่ต้องระวังว่าแรงซื้อส่วนใหญ่เป็นการเก็งกำไรราคา ไม่ใช่การใช้งานจริงบนเครือข่าย

วอลล์สตรีทใช้เวลาแค่ 30 วันทำการ ทุ่มเงินกว่า $1 พันล้าน หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท ซื้อ ETF ที่อ้างอิง Zcash (ZEC) เหรียญที่ถูกออกแบบมาเพื่อซ่อนธุรกรรม แต่คนที่ถือ ETF ตัวนี้ทุกคนได้ราคาของเหรียญไปเต็ม ๆ และไม่ได้ความเป็นส่วนตัวกลับไปแม้แต่นิดเดียว ทุกหน่วยลงทุนผ่านการยืนยันตัวตน ทุกการซื้อขายอยู่ในรายงานที่ส่งให้หน่วยงานกำกับ และทุกเหรียญที่อยู่เบื้องหลังถูกเก็บไว้กับผู้รับฝากทรัพย์สินที่อยู่ในระบบการเงินแบบดั้งเดิมทั้งหมด

นี่อาจเป็นความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุดของโลกคริปโตในตอนนี้ ในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังเร่งสร้างระบบเงินดิจิทัลที่ติดตามได้ทุกบาททุกสตางค์ สถาบันการเงินกลับแห่ซื้อ “เหรียญล่องหน” ผ่านช่องทางที่โปร่งใสที่สุดเท่าที่โลกการเงินจะมีได้ คำถามคือ นี่คือการป้องกันความเสี่ยงจากยุคสอดแนมดิจิทัล หรือเป็นแค่การเอาเหรียญความเป็นส่วนตัวมาทำให้เชื่อง แล้วขายเฉพาะราคาโดยทิ้งคุณสมบัติหลักไว้ข้างหลัง

ตัวเลขที่ไม่มีใครคาดว่าจะเกิดกับเหรียญความเป็นส่วนตัว

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2026 ข่าวที่ส่งต่อกันในชุมชนคริปโตใน X คือ Grayscale Zcash ETF ซึ่งใช้ตัวย่อ ZCSH มีเงินไหลเข้าทะลุ $1 พันล้านภายใน 30 วันทำการแรก Korean Crypto รายงานว่าตัวเลขนี้ทำให้ ZCSH ติดกลุ่ม 1% แรกของ ETF ที่เปิดตัวในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อวัดจากการเติบโตของสินทรัพย์ในเดือนแรก โดยอ้างความเห็นของ Krista Lynch กรรมการผู้จัดการของ Grayscale

JapaneseCrypto News รายงานในทิศทางเดียวกัน และระบุเพิ่มว่า Krista Lynch ชี้ว่าเกณฑ์การจดทะเบียนของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ในปัจจุบันครอบคลุมสินทรัพย์กลุ่มนี้แล้ว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อย่าง ZCSH เกิดขึ้นได้ ขณะที่ภาพสรุปข่าวด้านล่างยังระบุด้วยว่า Grayscale ยื่นเรื่องเพื่อแปลงกองทุนแบบ covered call อีก 2 กองให้อยู่ในรูปแบบโทเคน สะท้อนว่าบริษัทกำลังเร่งขยายผลิตภัณฑ์คริปโตในหลายแนวพร้อมกัน

Grayscale Zcash ETF มีเงินไหลเข้าทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ใน 30 วันทำการ
ภาพจาก: thewallstreetbull, Earn Curve (X, X)

ด้านผลตอบแทน TrendRanger ระบุว่า ZCSH ให้ผลตอบแทนราว 894% ในรอบ 12 เดือน หรือเงิน $10,000 กลายเป็นราว $99,400 และบวกราว 394% ในรอบ 6 เดือน โดยมองว่ากองนี้กำลังได้แรงหนุนจากการหมุนเงินเข้าเหรียญกลุ่มความเป็นส่วนตัว และราคาล่าสุดราว $36 ยืนอยู่บนแนวรับรายสัปดาห์ ข้อควรรู้คือ ตัวเลขย้อนหลัง 12 เดือนนี้รวมช่วงที่ผลิตภัณฑ์ยังมีสถานะเป็นทรัสต์ก่อนแปลงเป็น ETF ด้วย จึงไม่ใช่ผลงานของ ETF ล้วน ๆ และผลตอบแทนในอดีตไม่ได้รับประกันอนาคต

เหรียญที่เกิดมาเพื่อซ่อน แต่ถูกขายผ่านระบบที่ต้องเปิดเผยทุกอย่าง

โลโก้ Zcash
ภาพจาก: Korean Crypto (X)

จุดขายของ Zcash ไม่ใช่ความเร็ว ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมถูก แต่คือความสามารถในการทำธุรกรรมแบบปิดบัง (shielded transaction) โดยใช้เทคโนโลยี zero-knowledge proof ที่พิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมถูกต้อง โดยไม่ต้องเปิดเผยว่าใครส่ง ใครรับ และโอนไปเท่าไร พูดง่าย ๆ คือเป็นเงินสดในโลกดิจิทัลที่คนนอกมองไม่เห็นว่าเงินไหลไปทางไหน

แต่ลองนึกภาพคนที่ซื้อ ZCSH ผ่านโบรกเกอร์ในสหรัฐฯ เขาต้องเปิดบัญชีด้วยการยืนยันตัวตน โบรกเกอร์รู้ว่าเขาซื้อเท่าไร เมื่อไร ราคาเท่าไร ข้อมูลภาษีถูกรายงานตามกฎหมาย ส่วน ZEC ที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่ได้อยู่ในกระเป๋าของเขา แต่อยู่กับผู้รับฝากทรัพย์สินที่ต้องทำตามกฎป้องกันการฟอกเงินทุกข้อ ผู้ถือ ETF ไม่มีทางเอาเหรียญไปโอนแบบปิดบังได้ ไม่มีสิทธิ์ใช้ฟีเจอร์ใดของเครือข่ายเลย

สิ่งที่นักลงทุนสถาบันซื้อจึงไม่ใช่ “ความเป็นส่วนตัว” แต่คือ “ความเชื่อว่าคนอื่นจะยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อความเป็นส่วนตัว” ในอนาคต เป็นการเดิมพันกับคุณค่าของฟีเจอร์ที่ตัวเองไม่ได้ใช้ ซึ่งก็ไม่ผิดในเชิงการลงทุน แต่มันบอกอะไรเราบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางของตลาด

อีกประเด็นที่หลายคนมองข้ามคือ ความเป็นส่วนตัวของ Zcash เป็นแบบ “เลือกได้” ผู้ใช้จะโอนผ่านที่อยู่แบบโปร่งใสเหมือน Bitcoin ก็ได้ หรือจะใช้ที่อยู่แบบปิดบังก็ได้ ลักษณะนี้เองที่น่าจะทำให้ Zcash เป็นเหรียญความเป็นส่วนตัวที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมรับได้ง่ายกว่าเหรียญที่ปิดบังทุกธุรกรรมโดยอัตโนมัติอย่าง Monero

กระดานเทรดเคยถอดเหรียญกลุ่มนี้ทิ้ง วันนี้วอลล์สตรีทหยิบมาขายแบบพรีเมียม

โลโก้ Grayscale
ภาพจาก: JapaneseCrypto News (X)

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน เหรียญความเป็นส่วนตัวคือของร้อนที่ไม่มีใครอยากแตะ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กดดันให้กระดานเทรดในประเทศถอดเหรียญกลุ่มนี้ออกตั้งแต่หลายปีก่อน ช่วงปี 2023 ถึง 2024 OKX ถอด ZEC และเหรียญกลุ่มเดียวกันออกจากกระดาน ส่วน Binance ก็จำกัดการซื้อขายเหรียญความเป็นส่วนตัวในบางประเทศของยุโรปและถอด Monero ออก เหตุผลหลักแทบเหมือนกันทุกที่ คือความกังวลเรื่องการฟอกเงินและการทำตามกฎของหน่วยงานกำกับ

แต่วันนี้ เหรียญเดียวกันถูกห่อด้วย ETF แล้วนำไปวางขายบนตลาดหุ้นอเมริกา ไม่ได้ขายแบบราคาถูกด้วย Wien Euro Reserve Coin ระบุว่า ZCSH ซึ่งเปิดซื้อขายมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม คิดค่าธรรมเนียมรายปีสูงถึง 2.5% และตอนนี้เริ่มมีคู่แข่งแล้ว เมื่อพี่น้อง Winklevoss ยื่นขอจดทะเบียน Zcash ETF ประเภทถือเหรียญจริงบน Nasdaq ภายใต้ตัวย่อ WINK โดยมีรายงานว่าค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 0.25% หรือถูกกว่าราว 10 เท่า ตัวเลขค่าธรรมเนียมของ WINK ยังเป็นข้อมูลจากการยื่นเอกสาร ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงก่อนเปิดซื้อขายจริง

ภาพนี้ชัดมาก สิ่งที่เคยถูกมองว่าเสี่ยงเกินกว่าจะให้คนทั่วไปเทรด กลายเป็นสินค้าที่ผู้ออกกองทุนแย่งกันขาย เมื่อมันผ่านการ “ฆ่าเชื้อ” ด้วยการยืนยันตัวตนและผู้รับฝากทรัพย์สินที่อยู่ในระบบ ความเสี่ยงที่หน่วยงานกำกับเคยกลัวไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกแยกออกจากตัวผลิตภัณฑ์ คนที่ใช้ฟีเจอร์ปิดบังยังอยู่บนเครือข่าย ส่วนคนที่ซื้อ ETF ได้แค่ความผันผวนของราคา

ป้องกันความเสี่ยงจากยุคสอดแนมดิจิทัล หรือแค่ทำให้เหรียญล่องหนเชื่อง

ฝั่งที่มองบวกจะบอกว่า กระแส Zcash รอบนี้คือการป้องกันความเสี่ยงจากโลกที่เงินกำลังถูกติดตามทุกการเคลื่อนไหว รัสเซียเดินหน้าใช้รูเบิลดิจิทัลและมีรายงานว่าเริ่มนำไปใช้จ่ายเงินเดือนบางส่วนแล้ว ธนาคารกลางยุโรปกำลังเตรียมยูโรดิจิทัล ขณะที่เม็กซิโกผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลที่เพิ่มอำนาจรัฐในการเข้าถึงข้อมูลธุรกรรม ในโลกแบบนี้ สินทรัพย์ที่เก็บความเป็นส่วนตัวได้ย่อมมีความต้องการเพิ่มขึ้น และราคาก็ควรสะท้อนความต้องการนั้น

แต่ฝั่งที่มองต่างจะถามกลับว่า ถ้าความต้องการความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นจริง ทำไมเงินก้อนใหญ่ที่สุดถึงไหลเข้าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย คำตอบที่ตรงที่สุดคือ การใช้ความเป็นส่วนตัวจริงนั้นยาก ช้า และไม่สะดวก ประสบการณ์ของ Dr. El Don ที่ใช้ Cake Wallet แปลง XMR แบบ wrapped บนเครือข่าย Solana กลับไปเป็น Monero ตัวจริง สะท้อนเรื่องนี้ได้ดี เขาเล่าว่ากระบวนการนี้ทำให้เพิ่งเข้าใจว่าธุรกรรม Monero ใช้เวลานานแค่ไหน แม้จะอยู่ในวงการคริปโตมาถึง 8 ปีแล้ว

หน้าจอ Cake Wallet แสดงธุรกรรม Monero ที่กำลังรอการยืนยัน
ภาพจาก: Dr. El Don (X)

ในภาพหน้าจอจะเห็นว่ายอดในบัญชีหลักยังเป็น 0 XMR ขณะที่เงินราว 0.048 XMR หรือประมาณ $27 ยังขึ้นสถานะ “กำลังยืนยัน” และประวัติธุรกรรมแสดงว่าได้การยืนยันแล้ว 0 จาก 10 ครั้ง นี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับความเป็นส่วนตัวจริง ต้องรอ ต้องจัดการกระเป๋าเอง ต้องรับผิดชอบทุกอย่างเอง สิ่งที่ ETF ขายจึงเป็นของตรงข้ามโดยสิ้นเชิง คือความสะดวกที่กดซื้อได้ในไม่กี่วินาทีจากแอปโบรกเกอร์ โดยแลกกับการเปิดเผยตัวตนทั้งหมด

ถ้ามองแบบนี้ “การทำให้เชื่อง” อาจเป็นคำที่ตรงกว่า วอลล์สตรีทไม่ได้ต่อต้านระบบสอดแนม แต่หาวิธีหากำไรจากความกลัวระบบสอดแนม โดยที่ตัวเองยังอยู่ในระบบอย่างปลอดภัย และเก็บค่าธรรมเนียมปีละ 2.5% ไปพร้อมกัน

นักลงทุนไทยกับประตู ETF ที่เพิ่งเปิด

นักลงทุนไทยกับประตู ETF ที่เพิ่งเปิด
ภาพจาก AI

เรื่องนี้ใกล้ตัวคนไทยกว่าที่คิด สำนักงาน ก.ล.ต. เพิ่งออกหลักเกณฑ์สำหรับ Crypto ETF ในไทย ขณะที่ที่ผ่านมา นักลงทุนไทยแทบไม่มีโอกาสซื้อเหรียญความเป็นส่วนตัวผ่านกระดานเทรดที่ได้รับอนุญาตในประเทศเลย ส่วนใหญ่ต้องไปใช้กระดานเทรดต่างประเทศ ซึ่งก็ทยอยถอดเหรียญกลุ่มนี้ออกเรื่อย ๆ

คำถามที่น่าคิดคือ ถ้าเหรียญความเป็นส่วนตัวกลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกห่อด้วย ETF ในสหรัฐฯ ได้ วันหนึ่งมันจะกลับเข้ามาในไทยผ่านประตู ETF ได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนไทยที่ไปลงทุนใน ETF ต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง หรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงราคาโดยตรง ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่า ก.ล.ต. จะเปิดทางให้สินทรัพย์กลุ่มนี้ และด้วยแนวทางที่เข้มงวดเรื่องการป้องกันการฟอกเงิน โอกาสในระยะสั้นน่าจะยังต่ำ แต่โมเดลของสหรัฐฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าหน่วยงานกำกับสามารถอนุญาต “ราคา” ได้ โดยไม่ต้องอนุญาต “ฟีเจอร์”

อีกด้านที่นักเทรดควรจับตา คือคำถามว่าเงินกำลังหมุนออกจาก Bitcoin ไปหาเหรียญทางเลือกอย่าง ZEC หรือเปล่า ในช่วงเดียวกันมีกระแสพูดถึงเงินไหลออกจาก Bitcoin ETF แต่ข้อมูลที่มีตอนนี้ยังไม่พอจะสรุปได้ว่าเป็นเงินก้อนเดียวกันที่ย้ายมา ตัวเลข $1 พันล้านของ ZCSH ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของ Bitcoin ETF ทั้งตลาด

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข $1 พันล้านใน 30 วันไม่ได้พิสูจน์ว่าโลกต้องการความเป็นส่วนตัวทางการเงินมากขึ้น แต่พิสูจน์ว่าวอลล์สตรีทเก่งมากในการหยิบอะไรก็ตามที่ขัดกับระบบ มาห่อใหม่ให้กลายเป็นสินค้าในระบบ เราเห็นเรื่องนี้มาแล้วกับ Bitcoin ที่เกิดมาเพื่อไม่ต้องพึ่งตัวกลาง แต่วันนี้ส่วนใหญ่ถูกถือผ่านตัวกลางรายใหญ่ไม่กี่ราย Zcash กำลังเดินเส้นทางเดียวกัน แต่ย้อนแย้งยิ่งกว่า เพราะฟีเจอร์ที่ถูกตัดทิ้งคือเหตุผลที่เหรียญนี้มีอยู่ตั้งแต่แรก

แต่ผมก็ไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องแย่ทั้งหมด เงินที่ไหลเข้าทำให้เครือข่ายมีมูลค่า มีความสนใจ มีนักพัฒนาอยากเข้ามาทำงาน และทำให้หน่วยงานกำกับต้องยอมรับว่าเหรียญความเป็นส่วนตัวไม่ใช่เครื่องมือของอาชญากรเพียงอย่างเดียว ในระยะยาว นี่อาจเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เหรียญกลุ่มนี้ถูกแบนแบบเหมารวมอีก

สิ่งที่ผมอยากให้คนอ่านถามตัวเองคือ คุณกำลังซื้ออะไรกันแน่ ถ้าคุณซื้อเพราะเชื่อว่าความเป็นส่วนตัวจะมีราคาแพงขึ้นในโลกที่มี CBDC ทุกที่ นั่นเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แต่ต้องเข้าใจว่าคุณถือ “ใบเสร็จ” ของความเป็นส่วนตัว ไม่ใช่ตัวความเป็นส่วนตัว และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทุกปีด้วย จุดที่ผมจะจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง คือ เงินจะยังไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่เมื่อ ETF ค่าธรรมเนียมถูกกว่าเริ่มเปิดซื้อขาย สัดส่วนธุรกรรมแบบปิดบังบนเครือข่าย Zcash จะเพิ่มขึ้นตามราคาหรือเปล่า และ ก.ล.ต. ไทยจะวางเส้นแบ่งไว้ตรงไหนสำหรับสินทรัพย์กลุ่มนี้ ถ้าราคาขึ้นแต่การใช้งานจริงไม่ขยับเลย นั่นคือสัญญาณว่าเรากำลังเห็นการเก็งกำไรมากกว่าการป้องกันความเสี่ยงจากยุคสอดแนม

ภาพจาก AI