bitkub-banner

ลูกค้า FTX ได้เงินคืน 118% แต่ถ้านับเป็น Bitcoin หายไปราว 75%

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • ลูกค้า FTX ได้เงินคืนราว 118% แต่ถูกคิดราคาที่ พ.ย. 2022 เมื่อ BTC อยู่ราว $16,800 ทำให้ผู้ถือ 1 BTC ได้คืนราว $20,000 เทียบกับราคาวันนี้ราว $82,500
  • ผู้ได้กำไรจริงคือกองทุนที่ซื้อสิทธิเรียกร้อง 10 ถึง 30 เซนต์ ทนายและที่ปรึกษาที่รับค่าธรรมเนียมเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ และผู้ซื้อหุ้น Anthropic กับ SOL จากกองทรัพย์สิน
  • เรื่องเล่าว่าไม่มีใครเสียหายถูกใช้หนุนการขออภัยโทษของ SBF ขณะที่ลูกค้าไทยแบบออฟชอร์เจอทั้งปัญหาพอร์ทัลและการขาดทุนในรูปเหรียญ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

บทความนี้เป็นการวิเคราะห์คดี FTX ย้อนหลัง ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อราคาคริปโตในระยะสั้น แต่เป็นบทเรียนเรื่องความเสี่ยงของการฝากเหรียญไว้บนเว็บกระดานเทรด และอาจมีผลต่อบรรยากาศด้านกฎหมายหาก SBF ได้รับการอภัยโทษ

ถ้าคุณมี 1 Bitcoin อยู่บน FTX ในวันที่เว็บล่ม วันนี้คุณจะได้เงินคืนราว $20,000 ฟังดูไม่เลว จนคุณหันไปดูราคา Bitcoin วันนี้ที่ประมาณ $82,500 แล้วพบว่าเงินที่ได้คืนซื้อ Bitcoin กลับมาได้ไม่ถึงหนึ่งในสี่เหรียญ นี่คือสิ่งที่โพสต์ไวรัลว่า “เหยื่อ FTX ได้เงินคืนครบบวกดอกเบี้ย” ไม่ได้บอกคุณ

ช่วงสัปดาห์นี้ FTX กลับมาเป็นเรื่องที่คนในชุมชนคริปโตบน X พูดถึงมากที่สุดอีกครั้ง เพราะ Netflix ปล่อยตัวอย่างซีรีส์ The Altruists ที่จะฉายวันที่ 19 พ.ย. นี้ และพร้อมกับกระแสซีรีส์ ก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่งแพร่ออกไปแทบไม่มีใครตั้งคำถาม ว่าสุดท้ายแล้ว FTX ไม่ได้ทำให้ใครเสียเงินจริง ทุกคนได้คืนครบ บางคนได้เกิน

บทความนี้จะชวนคุณดูคณิตศาสตร์ของการล้มละลายครั้งนี้ทีละขั้น ว่าตัวเลข 118% วัดด้วยอะไร ใครคือคนที่ได้กำไรจริงจากซากของ FTX และทำไมเรื่องเล่าว่า “ไม่มีใครเสียหาย” ถึงเป็นเรื่องที่ Sam Bankman-Fried (SBF) อยากให้คุณเชื่อมากที่สุด

Netflix เล่า FTX เป็นเรื่องรัก ส่วนโลกออนไลน์บอกว่าไม่มีใครเสียเงิน

โพสต์เปิดตัวของ Netflix เองเป็นหลักฐานชัดที่สุดว่าซีรีส์เลือกเล่าเรื่องจากมุมไหน คำโปรยเขียนว่านี่คือซีรีส์ว่าด้วย “อัจฉริยะคู่รักที่ถูกหักหลังทางใจ ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องอื้อฉาว FTX” โดยมี Julia Garner รับบท Caroline Ellison และ Anthony Boyle รับบท SBF ฉากที่ถูกตัดมาโชว์คือ Caroline ในแว่นกรอบกระพูดว่า “เกมนี้คือการวิเคราะห์ความเสี่ยง” และโพสต์นี้มียอดเข้าชมเกือบ 10 ล้านครั้ง

Netflix โพสต์ตัวอย่างซีรีส์ The Altruists เกี่ยวกับ FTX
ภาพจาก: Sumi (X)

Sumi ชี้ว่าวิธีวางกรอบเรื่องของ Netflix น่าสนใจ เพราะ “เรื่องอื้อฉาวที่เขย่าทั้งวงการคริปโต ความเสียหายหลายพันล้าน และผู้คนนับไม่ถ้วนที่ได้รับผลกระทบ ตอนนี้กลับถูกนำเสนอเป็นเรื่องราวของความรักและความทะเยอทะยาน”

คนที่ออกมาวิจารณ์แรงที่สุดคือคนในเหตุการณ์เอง Wu Blockchain รายงานอ้างอิง The Block ว่า Constance Wang อดีต COO ของ FTX วิจารณ์ว่าซีรีส์บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยบอกว่าตัวอย่างทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ และย้ำว่าการล่มของ FTX ทำลายชีวิตคนจำนวนมาก แต่ Netflix กลับเปลี่ยนมันให้เป็นเรื่องรัก

Constance Wang อดีต COO ของ FTX
ภาพจาก: Wu Blockchain (X)

แต่เรื่องเล่าที่อันตรายกว่าซีรีส์ ไม่ได้มาจาก Netflix เมื่อช่วงสายวันที่ 10 ต.ค. ตามเวลาไทย Aakash Gupta โพสต์ว่า “ส่วนที่บ้าที่สุดของเรื่อง FTX คือเหยื่อได้เงินคืน ทั้งหมด บวกดอกเบี้ยอีก 18% และเงินนั้นมาจากเดิมพันที่ SBF ลงไปด้วยเงินของพวกเขาเอง” ก่อนจะเล่าต่อว่า SBF เคยเอาเงิน FTX ราว $500 ล้าน ไปลงทุนในสตาร์ทอัป AI อย่าง Anthropic ตั้งแต่ปี 2021 ส่วน Rajat Kapoor ตอบกลับแบบติดตลกว่า “สินทรัพย์ที่ทำผลงานดีที่สุดในพอร์ต FTX คือตัวที่ไม่เกี่ยวกับคริปโตเลย”

ฟังแล้วเหมือนนิทานที่จบสวย อัจฉริยะทำพลาด แต่เดิมพันของเขาก็ช่วยทุกคนไว้ได้ คำถามคือ ถ้าทุกคนได้คืนครบจริง ทำไมคนที่เคยถือ Bitcoin บน FTX ถึงยังรู้สึกว่าตัวเองถูกปล้น

เลข 118% ถูกวัดด้วยราคา Bitcoin ในวันที่ตลาดพังที่สุด

เลข 118% ถูกวัดด้วยราคา Bitcoin ในวันที่ตลาดพังที่สุด
ภาพจาก AI

หัวใจของเรื่องอยู่ที่กฎข้อเดียวของกฎหมายล้มละลายสหรัฐฯ สิทธิเรียกร้องของลูกค้าถูกแปลงเป็นเงินดอลลาร์ และถูกตรึงไว้ที่ราคา ณ วันที่ FTX ยื่นล้มละลาย คือเดือน พ.ย. 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาคริปโตอยู่แถวจุดต่ำสุดของรอบขาลง เพราะการล่มของ FTX เองนั่นแหละที่ลากตลาดลงไป

ในวันนั้น Bitcoin อยู่ที่ราว $16,800 ส่วน SOL ซึ่งเป็นเหรียญที่ผูกกับ FTX แน่นที่สุดอยู่ที่ราว $16 ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ

  • ลูกค้าที่มี 1 BTC บน FTX ถูกตีมูลค่าเป็นสิทธิเรียกร้องราว $16,800
  • ได้คืนประมาณ 118% ของมูลค่านั้น เท่ากับเงินสดราว $20,000
  • วันนี้ 1 BTC มีมูลค่าราว $82,500
  • เงิน $20,000 ซื้อ Bitcoin คืนได้ราว 0.24 BTC เท่านั้น หรือหายไปราว 75% ถ้านับเป็นจำนวนเหรียญ

คนที่ถือ SOL ยิ่งเจ็บกว่า เพราะสิทธิเรียกร้องถูกคิดที่ราวเหรียญละ $16 ขณะที่ทรัพย์สินของ FTX เองนำ SOL ไปขายให้กองทุนต่าง ๆ ในราคาราว $64 ต่อเหรียญ กล่าวคือ ลูกค้าถูกตีราคาเหรียญถูกกว่าราคาที่ผู้บริหารทรัพย์สินขายออกไปหลายเท่าตัว

ส่วนคำว่า “บวกดอกเบี้ย 18%” ก็ต้องแปลให้ถูก ตัวเลขนี้มาจากดอกเบี้ยตามแผนฟื้นฟูที่ชดเชยช่วงเวลาที่เงินถูกแช่ไว้เกือบสองปี ไม่ใช่โบนัส และตลอดสองปีนั้น Bitcoin ขึ้นไปหลายเท่าตัว ดอกเบี้ยหลักสิบเปอร์เซ็นต์จึงไม่ได้ช่วยปิดช่องว่างนี้เลย

ต้องพูดให้แฟร์ด้วยว่า สำหรับคนที่ฝากเงินดอลลาร์หรือ Stablecoin ไว้ใน FTX การได้คืน 118% ถือว่าดีจริง และดีกว่าคดีล้มละลายส่วนใหญ่ในโลก แต่ FTX คือเว็บกระดานเทรดคริปโต ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ฝากดอลลาร์ไว้นอนเฉย ๆ พวกเขาถือเหรียญ และเหรียญคือสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คืน

คนที่รวยจริงจากซากของ FTX

คนที่รวยจริงจากซากของ FTX
ภาพจาก AI

ถ้าลูกค้าขาดทุนในรูปเหรียญ แล้วส่วนต่างมหาศาลระหว่างราคาปี 2022 กับราคาวันนี้ไปอยู่ที่ไหน คำตอบคือกระจายไปอยู่กับคนอย่างน้อยสามกลุ่ม

กลุ่มแรก กองทุนซื้อหนี้เสีย ช่วงปี 2023 ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะได้คืนเท่าไหร่ ลูกค้าจำนวนมากที่ร้อนเงินหรือหมดหวังยอมขายสิทธิเรียกร้องของตัวเองให้กองทุนในราคาเพียง 10 ถึง 30 เซนต์ต่อดอลลาร์ เมื่อแผนฟื้นฟูจ่ายคืนราว 118% กองทุนเหล่านี้ได้กำไรราว 4 ถึงเกือบ 12 เท่าจากเงินที่ลงไป ทั้งหมดนี้คือกำไรที่โอนมาจากกระเป๋าของเหยื่อที่ขายในวันที่สิ้นหวังที่สุด

กลุ่มที่สอง ทนายและที่ปรึกษาคดีล้มละลาย ค่าธรรมเนียมของบริษัทกฎหมายและที่ปรึกษาที่บริหารคดีนี้รวมกันเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนึ่งในคดีล้มละลายที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่แปลกที่ CDG.hl จะโพสต์ด้วยความหงุดหงิดว่าคนที่ทำคดีนี้ “เอาเงินไปจากผู้ใช้ FTX และชุมชนคริปโตมากกว่า” ตัว SBF เสียอีก ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการโยนความผิดออกจาก SBF แต่ความรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ไปตกอยู่กับคนกลางนั้นมีฐานจากตัวเลขจริง

กลุ่มที่สาม คนที่ซื้อทรัพย์สินของ FTX ไปในราคาถูก หุ้น Anthropic ที่ Aakash Gupta พูดถึง ถูกขายออกไปรวมราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ส่วน SOL ที่ติดล็อกอยู่ก็ถูกประมูลให้กองทุนในราคาราว $64 ต่อเหรียญ ทั้งสองก้อนวันนี้มีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ขายออกไปหลายเท่า เพราะมูลค่าบริษัท Anthropic พุ่งขึ้นตามกระแส AI และราคา SOL ก็ฟื้นตัวแรงหลังจากนั้น

นี่คือจุดที่เรื่องเล่า “เดิมพันของ SBF ช่วยทุกคนไว้” พังลง เดิมพันนั้นทำกำไรจริง แต่กำไรก้อนใหญ่ที่สุดไม่ได้ไปถึงลูกค้า ลูกค้าได้แค่ส่วนที่พอจ่ายหนี้ในราคาปี 2022 ส่วนที่งอกเงยหลังจากนั้นเป็นของคนที่ซื้อต่อไป

เรื่องเล่าว่าไม่มีใครเสียหาย คืออาวุธขออภัยโทษของ SBF

Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้ง FTX
ภาพจาก: CoinMarketCap (X)

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกว่าการเถียงกันเรื่องตัวเลข เพราะ SBF ซึ่งกำลังรับโทษจำคุก 25 ปี ใช้แนวคิดว่า FTX “ไม่เคยล้มละลายจริง” และ “ลูกค้าได้คืนครบ” เป็นแกนหลักในการรณรงค์ขออภัยโทษต่อสาธารณะมาตลอด ตรรกะของเขาง่ายมาก ถ้าไม่มีใครเสียหาย แล้วจะลงโทษหนักขนาดนี้ไปทำไม

ปัญหาคือข้อโต้แย้งนี้ปะปนสองเรื่องเข้าด้วยกัน เรื่องแรก ลูกค้าได้คืนเพราะผู้บริหารทรัพย์สินชุดใหม่ไล่ทวงเงิน ฟ้องร้อง และขายทรัพย์สินหลังจากที่ SBF ถูกปลดไปแล้ว ไม่ใช่เพราะแผนของ SBF เรื่องที่สอง ในวันที่ลูกค้ากดถอน เงินของพวกเขาไม่อยู่ เพราะถูกโยกไปใช้ที่ Alameda Research ไม่ว่าเดิมพันของ Alameda จะออกมาดีแค่ไหนในภายหลัง การเอาเงินลูกค้าไปเสี่ยงโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ยังเป็นการฉ้อโกงอยู่ดี

ลองนึกภาพพนักงานธนาคารที่แอบเอาเงินฝากของคุณไปแทงบอล บังเอิญชนะ แล้วคืนเงินต้นให้คุณพร้อมดอกเบี้ยเล็กน้อย ส่วนกำไรที่เหลือตกเป็นของคนอื่น คุณจะเรียกว่า “ไม่มีใครเสียหาย” ได้จริงหรือ

บรรยากาศด้านกฎหมายในสหรัฐฯ ตอนนี้ก็ยิ่งทำให้เรื่องเล่านี้มีน้ำหนักทางการเมือง ฝั่งผู้กำกับดูแลยังใช้ FTX เป็นภาพหลอนเตือนใจ Vishal_Techzone รายงานว่า Mike Selig ประธานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าสหรัฐฯ (CFTC) เตือนว่าการขัดขวางกฎคริปโตชุดใหม่เสี่ยงจะเปิดทางให้เกิดการล่มแบบ FTX อีกครั้ง ถ้าสังคมเชื่อว่า FTX จบลงแบบไม่มีใครเจ็บ น้ำหนักของคำเตือนแบบนี้ก็จะเบาลงตามไปด้วย

ตราสัญลักษณ์ CFTC บนผนังอาคาร
ภาพจาก: Vishal_Techzone (X)

ลูกค้าไทยคือภาพที่ชัดที่สุดของการได้คืนครบแต่ขาดทุนหนัก

FTX ไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้บริการในไทย แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยเปิดบัญชีผ่าน FTX.com แบบออฟชอร์ในช่วงที่แพลตฟอร์มนี้ดังที่สุด เมื่อเว็บล่ม พวกเขาต้องเผชิญกระบวนการยื่นสิทธิเรียกร้องผ่านพอร์ทัลออนไลน์ที่ซับซ้อน ยืนยันตัวตนซ้ำหลายรอบ เอกสารภาษาอังกฤษล้วน และกำหนดเส้นตายที่ถ้าพลาด สิทธิเรียกร้องอาจถูกตัดทิ้ง

นอกจากนี้ แผนชำระหนี้ของ FTX ยังกำหนดกลุ่ม “เขตอำนาจศาลที่ถูกจำกัด” สำหรับลูกค้าในบางประเทศที่การจ่ายเงินอาจขัดกับกฎหมายท้องถิ่น ทำให้ผู้ใช้ในเอเชียหลายรายต้องลุ้นว่าตัวเองจะได้รับเงินหรือไม่ และเมื่อไหร่ ผู้เขียนยังไม่พบตัวเลขยืนยันว่าลูกค้าไทยได้รับผลกระทบจากการจำกัดนี้กี่ราย แต่เสียงบ่นเรื่องพอร์ทัลและความล่าช้าในกลุ่มเจ้าหนี้ชาวเอเชียมีให้เห็นต่อเนื่อง

ลองคิดถึงนักลงทุนไทยสักคนที่เก็บ Bitcoin ไว้บน FTX ในปี 2022 เขารอเกือบสามปี กรอกเอกสารจนเหนื่อย สุดท้ายได้เงินดอลลาร์กลับมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งในกระดาษเรียกว่า “ได้คืน 118%” แต่ถ้าเขาเอาเงินก้อนนั้นไปซื้อ Bitcoin คืน จะได้เหรียญกลับมาราวหนึ่งในสี่ของที่เคยมี นี่ไม่ใช่การกู้คืนครบ นี่คือการขาดทุนครั้งใหญ่ที่ถูกห่อด้วยตัวเลขสวย ๆ

บทเรียนนี้ยังใช้ได้กับทุกคนที่ถือเหรียญไว้บนเว็บกระดานเทรดวันนี้ ตลาดคริปโตผันผวนรุนแรงได้ทุกเมื่อ หลายคนในชุมชนคริปโตเพิ่งรำลึกถึงวันที่ 10 ต.ค. 2025 ซึ่งมีสถานะถูกล้างพอร์ตไปกว่า $1.9 หมื่นล้านภายใน 24 ชั่วโมง ภาพแผนที่ตลาดสีแดงทั้งกระดานที่ Hailey LUNC XRP นำมาแชร์ แสดงให้เห็น BTC ติดลบกว่า 12% ส่วน Altcoin หลายตัวร่วงหนักกว่านั้นหลายเท่า ถ้าวันที่ตลาดพังแบบนี้มาพร้อมกับเว็บกระดานเทรดที่ล้มละลาย สิทธิเรียกร้องของคุณจะถูกตรึงไว้ที่ราคาของวันนั้นแบบเดียวกับลูกค้า FTX

แผนที่ตลาดคริปโตสีแดงในวันที่มีการล้างพอร์ตครั้งใหญ่
ภาพจาก: Hailey LUNC XRP (X)

กฎหมายล้มละลายไม่สนใจว่าคุณ “เป็นเจ้าของเหรียญ” มันสนใจแค่ว่าคุณ “มีสิทธิเรียกร้องมูลค่าเท่าไหร่ในวันยื่นล้มละลาย” และส่วนต่างระหว่างสองอย่างนี้คือเงินที่คุณอาจไม่มีวันได้เห็นอีก

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ส่วนตัวผมไม่ได้มีปัญหากับการที่ Netflix จะเล่า FTX เป็นเรื่องรัก ซีรีส์ก็คือซีรีส์ คนดูส่วนใหญ่รู้ว่ามันถูกแต่งเติม สิ่งที่ผมกังวลกว่าคือเรื่องเล่าที่ดูเหมือนข้อเท็จจริง อย่างประโยค “เหยื่อได้คืนครบบวกดอกเบี้ย” เพราะมันถูกแชร์ต่อโดยคนที่ไม่เคยถือเหรียญบน FTX และไม่เคยต้องกรอกพอร์ทัลเรียกร้องสิทธิแม้แต่หน้าเดียว

ตัวเลข 118% เป็นความจริงในหน่วยดอลลาร์ แต่การวัดความเสียหายของคนถือคริปโตด้วยดอลลาร์ปี 2022 ก็เหมือนการบอกคนที่บ้านถูกไฟไหม้ว่าได้ค่าประกันครบ โดยคิดจากราคาบ้านเมื่อสิบปีก่อน คนที่ได้ประโยชน์จริงจากเรื่องนี้คือกองทุนที่รู้กติกาดีกว่าลูกค้า ทนายที่เก็บค่าธรรมเนียมเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ และผู้ซื้อที่ได้หุ้น Anthropic กับ SOL ไปในราคาที่วันนี้ดูเหมือนของแถม

และถ้าวันหนึ่งเรื่องเล่าว่า “ไม่มีใครเสียหาย” กลายเป็นเหตุผลให้ SBF ได้รับการอภัยโทษ ผมคิดว่านั่นจะเป็นข้อความที่อันตรายที่สุดที่วงการคริปโตเคยได้รับ เพราะมันจะบอกผู้บริหารเว็บกระดานเทรดรุ่นต่อไปว่า เอาเงินลูกค้าไปเสี่ยงได้ ขอแค่โชคดีพอให้ผู้บริหารทรัพย์สินจ่ายคืนในราคาวันที่พังก็พอ

สำหรับผู้อ่านที่ยังถือเหรียญไว้บนเว็บกระดานเทรด ผมไม่ได้บอกให้ขายหรือย้ายทั้งหมด แต่อยากให้ถามตัวเองสองข้อ ข้อแรก แพลตฟอร์มที่คุณใช้ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือไม่ ข้อสอง ถ้าแพลตฟอร์มนี้ล้มพรุ่งนี้ คุณพร้อมไหมที่จะได้ “เงินคืนครบ” แบบลูกค้า FTX ซึ่งอาจหมายถึงเหรียญเพียงหนึ่งในสี่ของที่เคยมี ถ้าคำตอบทำให้คุณนอนไม่หลับ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาทบทวนว่าเหรียญของคุณควรอยู่ที่ไหน

ภาพจาก AI