bitkub-banner

Vitalik ตั้งคำถาม ใครกันแน่ที่กำลังทำลายสิ่งแวดล้อมระหว่างเหมืองขุด Bitcoin กับ AI

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เผยว่า ต้นทุนการขุด Bitcoin แบ่งเกือบครึ่งระหว่างค่าเครื่องขุดและค่าไฟฟ้า ขณะที่ต้นทุนของกระบวนการสร้าง AI ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์ประมวลผล
  • ตารางที่เขาแชร์ประเมินต้นทุนการขุด Bitcoin 1 BTC ไว้ที่ประมาณ $93,700 โดยค่าไฟรวมคิดเป็นราว 45.9% ส่วนกระบวนการสร้าง AI มีต้นทุนฮาร์ดแวร์ประมาณ 76% ของต้นทุนตามแบบจำลอง
  • ประเด็นนี้จุดคำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรม AI และ Bitcoin แต่สัดส่วนต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าอุตสาหกรรมใดใช้ไฟฟ้าหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่ากัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Neutral

โพสต์ของ Vitalik เป็นการเปรียบเทียบโครงสร้างต้นทุนและผลกระทบด้านพลังงาน ไม่ใช่ข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายหรือการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายโดยตรง จึงไม่น่ากระทบราคา Bitcoin หรือ Ethereum อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากการแข่งขันด้านพลังงานระหว่าง AI และการขุด Bitcoin ทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจส่งผลต่อธุรกิจเหมืองขุด, ต้นทุนการดำเนินงานและการตัดสินใจของนักลงทุนในระยะยาว

เปิดตัวเลขต้นทุน Bitcoin ขุดหนึ่งเหรียญใช้เงินเกือบ $94,000

จากตารางต้นทุนที่ Vitalik แชร์ การขุด Bitcoin หนึ่งเหรียญมีต้นทุนรวมตามแบบจำลองประมาณ $93,700 โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักดังนี้

  • ค่าเครื่องประมวลผลและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง: ประมาณ $37,600 หรือราว 40.1%
  • ค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องขุด: ประมาณ $40,600
  • ค่าไฟฟ้าอื่น ๆ: ประมาณ $2,400

เมื่อนำค่าไฟฟ้าทั้งสองส่วนมารวมกัน จะอยู่ที่ประมาณ $43,000 หรือ 45.9% ของต้นทุนทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นค่าแรง, ค่าเช่าสถานที่, ค่าบำรุงรักษา, ประกัน, ภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin ไม่ได้มีเพียงต้นทุนซื้อเครื่องขุดในช่วงเริ่มต้น แต่ต้องแบกรับค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เครื่องทำงานและแข่งขันรักษาความสามารถในการขุดเหรียญด้วย

ทั้งนี้ ต้นทุน $93,700 เป็นค่าประมาณจากตารางที่นำมาเปรียบเทียบ ไม่ใช่ต้นทุนมาตรฐานของเหมืองขุดทุกแห่ง เพราะต้นทุนจริงขึ้นอยู่กับราคาเครื่อง, ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน, ค่าไฟในแต่ละพื้นที่และเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจ

AI Inference ลงขันส่วนใหญ่ไปกับฮาร์ดแวร์

ในฝั่ง AI ตารางเดียวกันประเมินต้นทุนการประมวลผล AI ต่อ GPU ต่อปีไว้ที่ประมาณ $26,260 โดยค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลอยู่ที่ประมาณ $19,900 หรือราว 75.8% ของต้นทุนทั้งหมด

ขณะที่ค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องประมวลผลอยู่ที่ประมาณ $1,050 และค่าไฟฟ้าอื่น ๆ อีกประมาณ $210 รวมเป็น $1,260 หรือราว 4.8% ของต้นทุนในแบบจำลองดังกล่าว

AI Inference หมายถึงขั้นตอนที่โมเดล AI นำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้สร้างคำตอบ, ประมวลผลคำสั่ง, สร้างภาพหรือทำงานตามที่ผู้ใช้ร้องขอ ซึ่งแตกต่างจากการฝึกโมเดล AI ที่ต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมากในช่วงพัฒนาโมเดล

อย่างไรก็ตาม การที่ฮาร์ดแวร์คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนสูงกว่า ไม่ได้หมายความว่า AI ใช้ไฟฟ้าน้อย หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า Bitcoin โดยอัตโนมัติ เพราะต้นทุนอุปกรณ์และปริมาณการใช้พลังงานเป็นคนละตัวชี้วัดกัน

ทำไมการเปรียบเทียบนี้จึงสำคัญ?

การขุด Bitcoin และ AI ต่างต้องใช้เครื่องประมวลผลจำนวนมาก แต่มีรูปแบบการดำเนินงานและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

ธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin ต้องแข่งขันกันสร้างกำลังประมวลผลเพื่อรับรางวัลจากเครือข่าย ขณะที่ธุรกิจ AI ต้องลงทุนในชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการฝึกโมเดลและการให้บริการ AI แก่ผู้ใช้

ทั้งสองอุตสาหกรรมยังอาจแข่งขันกันแย่งชิงทรัพยากรเดียวกัน เช่น พื้นที่ศูนย์ข้อมูล, ระบบจ่ายไฟและแหล่งพลังงานราคาถูก ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานและการตัดสินใจลงทุนเปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลจาก Cambridge Centre for Alternative Finance ในปี 2025 ประเมินว่าเหมืองขุด Bitcoin ใช้ไฟฟ้าประมาณ 138 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือราว 0.54% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากบริษัทเหมืองขุดที่ตอบแบบสำรวจและครอบคลุมกำลังประมวลผลประมาณ 48% ของเครือข่ายในช่วงเก็บข้อมูล รายงานยังประเมินว่าสัดส่วนพลังงานที่ยั่งยืนในกลุ่มที่สำรวจอยู่ที่ 52.4% ซึ่งรวมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์

ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เห็นขนาดของการใช้พลังงานจากการขุด Bitcoin แต่ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับสัดส่วนต้นทุนไฟฟ้าของ AI Inference โดยตรง เพราะการประเมินดังกล่าวไม่ได้ใช้หน่วยและขอบเขตเดียวกัน


ประเด็นที่ Vitalik หยิบยกขึ้นมาไม่ได้พิสูจน์ว่า AI สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า Bitcoin แต่ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองอุตสาหกรรมมีต้นทุนและข้อจำกัดด้านทรัพยากรแตกต่างกัน

ส่วนตัวเชื่อว่าการถกเถียงที่มีประโยชน์ควรพิจารณาทั้งปริมาณพลังงานที่ใช้จริง, แหล่งพลังงานและประสิทธิภาพของการประมวลผล แทนที่จะตัดสินจากตัวเลขต้นทุนเพียงด้านเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทั้งอุตสาหกรรม AI และคริปโตจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสร้างคุณค่ามากพอเมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ใช้ไปหรือไม่

ที่มา: Vitalik, BeInCrypto, Cambridge, Cointelegraph