bitkub-banner

ราคาเพชรร่วง 51% จากจุดสูงสุดปี 2021 จับตาทองคำเสี่ยงซ้ำรอย หากผลิตจากห้องแล็บได้จริง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคาเพชรธรรมชาติร่วงลงประมาณ 51% จากจุดสูงสุดในปี 2021 โดยราคาเฉลี่ยของเพชรขนาด 1 กะรัตลดจาก 8,007 ดอลลาร์ เหลือ 3,898 ดอลลาร์ในปี 2026 ขณะที่ราคาเพชรสังเคราะห์ขายส่งลดลง 90–95% นับตั้งแต่ปี 2015
  • Anglo American บริษัทแม่ของ De Beers ผู้ผลิตและจำหน่ายเพชรรายใหญ่ เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุน Marathon Fusion สตาร์ทอัพด้านนิวเคลียร์ฟิวชันที่อ้างว่าสามารถเปลี่ยนปรอทให้กลายเป็นทองคำได้ อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานอิสระ
  • แม้เทคโนโลยีผลิตทองคำสังเคราะห์อาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมในระยะยาว แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญ ทั้งการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง การปนเปื้อนกัมมันตรังสี และระยะเวลารอให้ปลอดภัยที่อาจยาวนานถึง 14–18 ปี

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

ในระยะสั้น ข่าวนี้ยังไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานที่เพียงพอจะยืนยันว่าราคาทองคำจะปรับตัวลง เพราะ Marathon Fusion ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถผลิตทองคำในปริมาณมากด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้จริง อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตเทคโนโลยีดังกล่าวพัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อมูลค่าของทองคำจากการเพิ่มขึ้นของอุปทาน และท้าทายแนวคิดเรื่องความหายากของโลหะมีค่า

อุตสาหกรรมเพชรกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หลังราคาเพชรธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันจากเพชรสังเคราะห์ที่สามารถผลิตขึ้นในห้องแล็บและจำหน่ายได้ในราคาถูกกว่า

ข้อมูลที่ CNBC รายงานระบุว่า ราคาเฉลี่ยของเพชรธรรมชาติขนาด 1 กะรัตลดลงจาก 8,007 ดอลลาร์ในปี 2021 เหลือ 3,898 ดอลลาร์ในปี 2026 คิดเป็นการลดลงประมาณ 51%

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ Euronews รายงานระบุว่า ราคาเพชรสังเคราะห์ในตลาดขายส่งลดลงประมาณ 90–95% จากระดับปี 2015 สะท้อนให้เห็นว่าการผลิตเพชรด้วยเทคโนโลยีสามารถเพิ่มอุปทานและลดต้นทุนได้อย่างมาก

ผลกระทบดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อ De Beers บริษัทที่มีชื่อเสียงจากแคมเปญโฆษณา “A Diamond Is Forever” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยควบคุมอุปทานเพชรดิบทั่วโลกในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 85%

ด้าน Anglo American ซึ่งถือหุ้น 85% ใน De Beers บันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์รวม 6.8 พันล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2023–2025 ท่ามกลางปัญหาของตลาดเพชรและปัจจัยทางธุรกิจอื่น ๆ

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า หากเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เคยมีความหายากให้ผลิตได้ง่ายขึ้น ตลาดทองคำจะเผชิญแรงกดดันแบบเดียวกันในอนาคตหรือไม่

Marathon Fusion อ้างเปลี่ยนปรอทเป็นทองคำได้ แต่ยังต้องพิสูจน์อีกมาก

Marathon Fusion สตาร์ทอัพด้านพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันจากซานฟรานซิสโก กลายเป็นที่จับตามองหลังประกาศเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026 ว่า บริษัทสามารถเปลี่ยนปรอทให้กลายเป็นทองคำที่มีความเสถียรได้ โดยอ้างว่าทำอัตราการผลิตได้สูงกว่าสถิติของ CERN ถึง 10 เท่า

หลักการดังกล่าวเรียกว่า Nuclear Transmutation หรือการเปลี่ยนธาตุด้วยปฏิกิริยานิวเคลียร์ โดยแนวทางของ Marathon Fusion เสนอให้ใช้นิวตรอนพลังงานสูงจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันเปลี่ยนปรอท-198 ให้เป็นปรอท-197 ซึ่งจะสลายตัวต่อไปเป็นทองคำ-197 ซึ่งเป็นไอโซโทปของทองคำที่มีความเสถียร

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างความเป็นไปได้ทางฟิสิกส์กับความสำเร็จในการผลิตเชิงพาณิชย์ แม้หลักการเปลี่ยนธาตุด้วยปฏิกิริยานิวเคลียร์จะมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่คำกล่าวอ้างล่าสุดของ Marathon Fusion ยังไม่มีข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเพียงพอให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจสอบได้อย่างอิสระ

บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยปริมาณทองคำที่ผลิตได้อย่างชัดเจน ต้นทุนต่อหน่วย หรือรายละเอียดที่พิสูจน์ว่าสามารถขยายกำลังการผลิตได้จริง ดังนั้น ข่าวนี้จึงยังไม่ใช่หลักฐานว่าตลาดกำลังจะมีทองคำสังเคราะห์จำนวนมหาศาลเข้ามาแข่งขันกับทองคำจากเหมืองในเร็ว ๆ นี้

ทองคำสังเคราะห์อาจต้องรอนานถึง 18 ปีก่อนนำมาขาย

อุปสรรคสำคัญอีกประการคือการปนเปื้อนไอโซโทปกัมมันตรังสี ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตทองคำจากปรอท ทำให้ทองคำที่ได้ต้องผ่านกระบวนการจัดเก็บและรอให้ระดับกัมมันตรังสีลดลงก่อนนำออกจำหน่าย

รายงานของ Financial Times ระบุว่า แนวคิดของ Marathon Fusion อาจต้องใช้เวลาจัดเก็บทองคำประมาณ 14–18 ปี เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง โดยระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของไอโซโทปและมาตรฐานที่ใช้พิจารณา

นอกจากนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันเชิงพาณิชย์ที่สามารถผลิตพลังงานและทองคำในระดับอุตสาหกรรมยังไม่เกิดขึ้นจริง ขณะที่การขยายกำลังการผลิตต้องเผชิญกับความท้าทายด้านวิศวกรรม ต้นทุนวัตถุดิบ การแยกไอโซโทป และกระบวนการจัดการวัสดุที่มีกัมมันตรังสี

Marathon Fusion เคยประเมินในงานศึกษาของบริษัทว่า โรงไฟฟ้าฟิวชันขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตระดับกิกะวัตต์อาจผลิตทองคำได้หลายตันต่อปี แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณจากแบบจำลอง ไม่ใช่กำลังการผลิตที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำได้จริงในปัจจุบัน

ดังนั้น แม้แนวคิดนี้จะมีความน่าสนใจ แต่ยังมีช่องว่างอีกมากระหว่างการทดลองในห้องแล็บกับการผลิตทองคำในระดับที่ส่งผลต่ออุปทานทั่วโลก

ทำไมทองคำอาจไม่ได้รับผลกระทบเหมือนเพชร?

แม้การผลิตทองคำสังเคราะห์จะมีแนวคิดคล้ายกับการผลิตเพชรสังเคราะห์ แต่สินทรัพย์ทั้งสองประเภทมีโครงสร้างตลาดแตกต่างกันอย่างมาก

เพชรสังเคราะห์มีองค์ประกอบทางเคมีและโครงสร้างผลึกเหมือนเพชรธรรมชาติ ทำให้สามารถใช้ทดแทนกันในตลาดเครื่องประดับได้ในหลายกรณี เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนสามารถผลิตเพชรสังเคราะห์ได้จำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำ ราคาจึงถูกกดดันจากการแข่งขันด้านอุปทาน

ทองคำมีบทบาทมากกว่าการเป็นเครื่องประดับ เพราะยังถูกใช้เป็นสินทรัพย์สำรองของธนาคารกลาง เครื่องมือกระจายความเสี่ยง และสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้ป้องกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า เหมืองทั่วโลกผลิตทองคำได้ประมาณ 3,672 ตันในปี 2025 และมีทองคำที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วสะสมอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 222,600 ตัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดทองคำมีทั้งอุปทานจากการทำเหมืองและทองคำที่หมุนเวียนอยู่ในระบบอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก

Marathon Fusion ประเมินว่าโรงไฟฟ้าฟิวชันขนาด 1 กิกะวัตต์อาจผลิตทองคำได้ประมาณ 5 ตันต่อปีตามแบบจำลองของบริษัท หากมีโรงไฟฟ้าลักษณะนี้ 100 แห่ง ก็อาจเพิ่มอุปทานทองคำได้ประมาณ 500 ตันต่อปี หรือราว 14% ของปริมาณทองคำที่เหมืองผลิตได้ในปี 2025

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงสถานการณ์สมมติที่ต้องอาศัยโรงไฟฟ้าฟิวชันจำนวนมากซึ่งยังไม่มีอยู่จริงในเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าอุปทานทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้


ผู้เขียนมองว่า การเปรียบเทียบระหว่างเพชรกับทองคำช่วยให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงตลาดสินทรัพย์ที่เคยพึ่งพาความหายากได้จริง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าทองคำกำลังจะเดินตามรอยเพชร เพราะเทคโนโลยีผลิตทองคำสังเคราะห์ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน ความปลอดภัย และกำลังการผลิต สิ่งที่นักลงทุนควรติดตามคือผลการทดลองที่ตรวจสอบได้อย่างอิสระ ต้นทุนการผลิตจริง และความสามารถในการผลิตเชิงพาณิชย์ หากปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ข่าวนี้ก็ควรถูกมองเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่น่าจับตา มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าราคาทองคำกำลังจะพังทลายเหมือนตลาดเพชร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง