bitkub-banner

THB Stablecoin ได้เวลาเพิ่มเป็น 30 วัน แบงก์ชาติขยายรับฟังความเห็นถึง 17 พ.ย. 69

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ธปท. ขยายเวลารับฟังความเห็น THB Stablecoin ถึง 17 พ.ย. 2569 จากเดิม 28 ต.ค.
  • ดร.การดีเรียกร้องเพิ่มเวลาพิจารณา พร้อมเสนอให้เปิดเผยผล Sandbox และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น
  • กติกามีผลต่ออนาคตการเงินไทย ทั้งการออกเหรียญ การชำระเงิน และการต่อยอดนวัตกรรมบนบล็อกเชน

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

แบงก์ชาติขยายเวลารับฟังความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์กำกับดูแล THB Stablecoin ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569 จากเดิม 28 ตุลาคม หลังมีเสียงเรียกร้องให้เพิ่มเวลาพิจารณาจาก 10 วันเป็น 30 วัน โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนการพัฒนา Stablecoin แต่เห็นว่ากติกาสำคัญควรเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง พร้อมเสนอให้เปิดเผยผลการทดลอง Sandbox และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ขณะที่ ธปท. มองว่า THB Stablecoin ซึ่งอ้างอิงเงินบาทในอัตรา 1 ต่อ 1 และมีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวน ควรเข้ามาเสริมระบบชำระเงินเดิม พร้อมต่อยอดนวัตกรรมทางการเงินและธุรกรรมบนบล็อกเชน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ “แบงก์ชาติ” ขยายเวลารับฟังความคิดเห็นต่อหลักเกณฑ์กำกับดูแล THB Stablecoin ไปจนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569 จากเดิมวันที่ 28 ตุลาคม หลังมีเสียงเรียกร้องให้เพิ่มเวลาพิจารณาจาก 10 วันเป็น 30 วัน เนื่องจากกติกานี้อาจกำหนดทิศทางของระบบการเงินไทยในระยะยาว

ประเด็น THB Stablecoin กลับมาเป็นที่สนใจ หลัง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาสนับสนุนการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลในรูปแบบ Stablecoin พร้อมขอบคุณ ธปท. ที่ศึกษาแนวทางและพยายามวางมาตรการป้องกันความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าระยะเวลารับฟังความคิดเห็นเดิมสั้นเกินไป เมื่อพิจารณาว่าหลักเกณฑ์นี้เกี่ยวข้องกับคำถามสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่ใครมีสิทธิออกเหรียญ ใครดูแลผลประโยชน์จากสินทรัพย์หนุนหลัง ไปจนถึงใครมีอำนาจอายัดสินทรัพย์ของประชาชน

ดร.การดีจึงเรียกร้องให้ ธปท. ขยายเวลารับฟังความคิดเห็นเป็น 30 วัน พร้อมเสนอให้เปิดเผยผลการทดลอง Sandbox และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผู้ประกอบการ Startup นักพัฒนา และประชาชนมีโอกาสศึกษาร่างหลักเกณฑ์อย่างทั่วถึง

THB Stablecoin คืออะไร ทำไมต้องกำกับดูแล

THB Stablecoin คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่าเงินบาทในอัตรา 1 ต่อ 1 และมีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวน โดยออกแบบมาเพื่อรองรับการชำระเงินและธุรกรรมบนเทคโนโลยีบล็อกเชนหรือ Distributed Ledger Technology (DLT)

ธปท. ระบุว่า ประเทศไทยมีระบบชำระเงินที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำอยู่แล้ว เช่น PromptPay แต่ยังจำเป็นต้องติดตามนวัตกรรมใหม่ที่อาจช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และรองรับธุรกรรมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลและการโอนเงินข้ามประเทศ

ทั้งนี้ ธปท. มองว่า THB Stablecoin ควรเข้ามาเสริมระบบชำระเงินที่มีอยู่ ไม่ใช่ทดแทนระบบเดิม และอาจทำงานควบคู่กับเงินดิจิทัลรูปแบบอื่น เช่น Tokenized Deposit และ Tokenized E-money ซึ่งมีโครงสร้างและการใช้งานแตกต่างกัน

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการสามารถส่งความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ ธปท. หรือเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย โดยข้อมูลที่ได้รับจะนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์ต่อไป

ที่มา:ธนาคารแห่งประเทศไทย


มุมมองผู้เขียน: ประเด็นที่น่าจับตาคือ หลักเกณฑ์ฉบับสุดท้ายจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาพัฒนาบริการได้มากน้อยเพียงใด หากไทยวางกติกาที่ชัดเจนและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม THB Stablecoin ก็อาจช่วยต่อยอดการชำระเงินบนบล็อกเชนได้ในอนาคต