<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

การขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้งในเหรียญคริปโตส่งผลให้ตลาดผันผวน

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

บิทคอยน์ได้จองข่าวหน้าหนึ่งของหลายๆสำนักข่าวเมื่อราคาของมันผ่านทะลุ 2,700 ดอลลาร์ ก่อนที่จะร่วงไปทำเวฟ correction ซึ่งสูญเสียมูลค่าเกือบถึง 30% ภายในแค่ 48 ชั่วโมง ไม่เพียงแค่นั้นแต่ยังมีเหรียญ altcoin อื่นๆอย่าง Ethereum, Litecoin, Dash, Ripple และ Monero ที่ราคาร่วงตามบิทคอยน์ด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์แบบนี้มักจะทำให้คนส่วนใหญ่นึกถึงเหตุการณ์ครั้งเมื่อปี 2013 เมื่อราคาบิทคอยน์กระโดดจาก 130 ดอลลาร์ไปสู่ 1,100 ดอลลาร์ โดยหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เห็นเวฟ correction ของราคา แต่ทว่าเรากลับได้เห็นเส้นกราฟแบบไซด์เวย์ที่วิ่งลงแบบนื่งๆจนกระทั่งราคาวิ่งกลับไปหา 200 ดอลลาร์ ก่อนที่จะกลับมาเติบโตจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

คำถามที่ตามมาคือ เหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกมั้ยในปี 2017 นี้? ซึ่งความแตกต่างระหว่างปี 2013 กับ 2017 นั้นคือความนิยมและการปรับตัวใช้ของเทคโนโลยีบล็อกเชน รวมถึงเหรียญคริปโตที่มากขึ้น

เราได้มาไกลมากแล้ว เริ่มตั้งแต่ตอนที่บิทคอยน์ยังเป็นแค่ไอเดีย จนกระทั่งมี white paper จนมาถึงการมี proof-of-concept, แอพที่มีให้ใช้งานจริงและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง กระนั้น ก็ยังมีผู้คนจำนวนน้อยนักที่เข้าใจระบบ ecosystem ของเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างถ่องแท้

ความเข้าใจในตลาดที่ไม่เพียงพอ

นักลงทุนส่วนใหญ่นั้นได้ทำการเทเงินของพวกเขาลงไปในตลาดโดยคาดหวังว่าจะทำให้ผู้บริโภคนั้นมีความต้องการในตัวสินค้าของพวกเขามากขึ้น เหรียญ cryptocurrency นั้นก็ตกอยู่ในหมวดหมู่สินทรัพย์ที่ผู้คนมา speculate (พิจารณาตลาดเพื่อลงทุน) และไร้การวิเคราะห์ที่แยบยล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนสูง

นาย David Z. Morris หรือนักเขียนบนนิตยสาร Fortune ได้อธิบายว่า

“คุณลองมองดูราคาของเหรียญคริปโตแต่ละเหรียญสิ ดูว่าราคาของพวกมันมีผลต่อเหรียญอื่นอย่างไร ไม่ต้องไปนึกถึงว่าที่มาแต่ละเหรียญเป็นแบบไหนนะ ยกตัวอย่างเช่นบิทคอยน์ที่ถือเป็นเหรียญหลักเหรียญแรกสุดที่มีอัตราการใช้งานมากที่สุด แต่ฟีเจอร์มีน้อย แล้วก็มี Ethereum ที่มีระบบ ‘อัจฉริยะ’ ที่ตอนนี้เริ่มมีผู้คนและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมากหันมาใช้ในการสร้างระบบแบ่งปันข้อมูลลแล้ว และก็ Ripple ที่เป็นเหรียญที่ให้ความเป็นส่วนตัวได้มากที่สุดที่โฟกัสไปยังการโอนเงินระหว่างธนาคาร คุณลองดูให้ดีว่ากราฟราคาของเจ้าเหรียญสามตัวนี้ในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมามันมีความคล้ายคลีงกันมากแค่ไหน”

วันที่ตลาดมีเสถียรภาพ

อ้างอิงจากนาย Robert Sams หรือผู้ให้คำปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของ cryptocurrency เขาได้กล่าวว่าความผันผวนของตลาดบิทคอยน์นั้นสูงกว่าตลาดฟอเร๊กซ์ถึง 5-7 เท่า โดยฝันที่หลายๆคนอยากให้เป็นจริงคือตลาดบิทคอยน์ที่มีความนิ่งและเสถียร แต่การที่จะทำให้เป็นแบบนั้นได้ อัตราส่วนของผู้ใช้งานคริปโตเคอเรนซีแบบจริงๆนั้น (ผู้ที่ใช้ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันมากกว่าเก็งกำไร) จะต้องมีมากกว่านักลงทุน

ในขณะที่เราหลายๆคนเห็นด้วยกับการให้ทุกๆอุตสาหกรรมหันมาปรับใช้เทคโนโลยีบบล็อกเชนให้หมดนั้น ถนนสายนี้อาจกล่าวได้ว่ายังอีกไกลนัก

ดังนั้นในขณะนี้ช่องว่างระหว่างศักยภาพที่แท้จริงกับความฝัน จะยังคงส่งผลให้ราคามีความผันผวนอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีสิ้นสุด

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น