<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ชี้อนาคตประเทศไทยกับเทคโนโลยี Blockchain และเงินดิจิทัลยังอีกไกล

แม้ว่าหลาย ๆ คนจะมีความเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยี Blockchain ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเหรียญ cryptocurrency ที่แตกต่างกันออกไป แต่ในขณะนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นของหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่กล่าวว่าเป็น “ตัวแทนของคนรุ่นใหม่” อย่างคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจนั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากกลุ่ม community ผู้ใช้ Bitcoin ในเมืองไทย

โดยอ้างอิงจากการพูดคุยกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในรายการ LIVE ทาง Youtube SiamBlockchain เขาได้กล่าวถึงเทคโนโลยี Blockchain และ Bitcoin ว่า เวลาเขามองเรื่อง Blockchain หรือ Digital Currency เขาอาจจะมองแตกต่างกับคนอื่นนิดนึง หลายคนมอง Digital Currency หรือ Blockchain ในฐานะทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่เอาไว้ลงทุน ซึ่งถ้ามองในแง่นั้น Bitcoin , Ethereum หรือ Digital Currency ตัวไหนก็ตาม มันก็เหมือนสินทรัพย์ประเภทหนึ่งไม่ต่างอะไรกับทอง ไม่ต่างอะไรกับหุ้น ปตท. ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นเสมือนการ trade-off (แลกเปลี่ยน) กันว่าจะเลือกลงทุนตัวไหน

“ผมมอง Bitcoin และ Blockchain  ในฐานะเทคโนโลยีมากกว่า รวมถึงมองว่าในฐานะเทคโนโลยีมันสามารถเอามาใช้ในประเทศไทยได้อย่างไรบ้าง แล้วประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์ จะเก็บเกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวใหม่ตัวนี้ได้อย่างไรบ้าง ผมจะมองในลักษณะนั้นมากกว่า”

เมื่อถามถึงการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในแต่ละอุตสาหกรรม คุณธนาธรได้กล่าวว่า Blockchain คือเทคโนโลยีที่ใช้เก็บข้อมูลดิจิทัล มีลักษณะพิเศษ คือ 1 ข้อมูลที่ติดตัวถาวร 2 มันลบแก้ไม่ได้ 3 มันเป็นสาธารณะ ดังนั้นการมีลักษณะที่พิเศษเฉพาะสามแบบนี้ มันทำให้เราสามารถประยุกต์เอาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลดิจิทัลตัวนี้ไปใช้ในสิ่งอื่นๆ ได้อีกเยอะแยะ

“เทคโนโลยีตัวนี้ทำลายตัวกลาง ตัวกลางที่มีอยู่ในระบบการทำธุรกรรมต่างๆ มันไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปถ้าเราสามารถเอา Blockchain เข้ามาใช้ เช่น การทำสัญญาต่างๆ การโอนเงิน การเปิดบัญชีโอนเงินต่างประเทศ ซึ่งมันมีวิธีเยอะแยะที่จะสามารถใช้เทคโนโลยีตัวนี้”

โดยคุณธนาธรได้ยกตัวอย่าง กรณี Ride Sharing แอปพลิเคชันแชร์รถยนต์ ถ้าเป็นรถยนต์สมัยเก่าเวลาที่เราอยากจะไปเอารถหนึ่งคันต้องไปที่ศูนย์ เช่ารถ ต้องกรอกเอกสารเยอะแยะก่อนที่จะได้กุญแจมา และเมื่อได้กุญแจแล้วต้องเดินไปที่รถโดยถือกุญแจเพื่อไขประตูรถถึงจะเข้ารถได้

คุณธนาธรกล่าวว่า กุญแจตัวนี้สามารถใช้เทคโนโลยี Blockchain ได้ คิด Blockchain เป็นกุญแจ ผมใช้รถเสร็จผมก็ทิ้งกุญแจอยู่ในแอปสักตัวที่กุญแจผูกกับตัวรถไว้ พอต้องการใช้ครั้งต่อไป ก็เข้ามาก็กดเลือกรถคันที่อยู่ใกล้ๆ ดังนั้น ID ของผมก็คือตัวตนของผมจะไป Link กับกุญแจรถยนต์ที่เลือกเสมือนว่ากุญแจตัวนี้อยู่กับผมแล้ว และเมื่อไปที่รถยนต์เอามือถือไปยิงกับรถก็สามารถใช้รถคันนั้นได้ ซึ่งมันจะเก็บข้อมูลทั้งหมดว่าผมจะใช้รถเมื่อไหร่ สตาร์ทรถเมื่อไหร่ เอารถคืนเมื่อไหร่ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สามารถเอาเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ได้

“อย่างที่ผมบอก ข้อมูลมันถาวร ตั้งแต่อายุของรถคันนี้เริ่มขึ้นจนรถพัง ข้อมูลจะอยู่กับรถคันนี้ตลอดว่าใครใช้เมื่อไหร่อย่างไรบ้าง อีกทั้งมันปรับแก้ไม่ได้ทำให้มันมีความน่าเชื่อถือ ไม่เกิดการคดโกงกัน และมันเป็นสาธารณะมันมองเห็น”

นอกจากนี้คุณธนาธร เขายังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อเกิดเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมันเป็นโอกาสที่เราจะสามารถเปลี่ยนจากผู้ตาม จากเทคโนโลยีหนึ่งก้าวกระโดดข้ามไปเป็นผู้นำได้ จะใช้ Blockchain คุณไม่ต้องเริ่มจากการผลิตคอมพิวเตอร์  ไม่ต้องเริ่มจากการผลิตแอป แต่คุณสามารถเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในการทำ Blockchain ได้เลย ซึ่งนี่คือโอกาส ถ้าเราไม่ทำไม่เอาเทคโนโลยีตัวนี้มาประยุกต์ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณจะกลายเป็นผู้ตามเทคโนโลยี

ถ้าเราเริ่มตัวแต่วันนี้ในวันที่เทคโนโลยียังไม่มีใครเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคุณมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำ เพราะการเริ่มก่อนคือการที่คุณยืนอยู่ที่พรมแดน ถ้าคุณจะ Innovate คุณต้องไปยืนที่พรมแดนเพราะข้างหน้าคุณไม่มีใครแล้ว แต่ถ้าคุณอยู่ข้างหลังเพื่อรอคนเดินไปก่อนสิ่งที่คุณก็ต้องเดินตามเขา การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Blockchain เรามีโอกาสที่จะเป็นผู้นำได้โดยไม่ต้องไปตามเขา

เมื่อถามถึงกฎเกณฑ์ที่ออกมากำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล คุณธนาธรเผยว่า การมีกฎแบบนี้ออกมามันมีข้อเสีย 3 ประการ 1 มันเป็นการฉุดรั้งประเทศไทยไม่ให้ใช้เทคโนโลยีนี้ไม่ให้ตามโลกทัน 2 มันปกป้องอุตสาหกรรมปัจจุบัน อย่างเช่นตลาดหุ้น การลงทุนในตลาดหุ้นไม่เสีย Capital Gain Tax แต่พอออก ICO ต้องเสีย ซึ่งมันเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างทรัพย์สิน 2 ตัว 3 คือจะทำให้ประเทศไทยไม่เท่าทันกับโลก StartUp ใหม่ๆ จะระดมทุนยากขึ้น ต่างชาติจะไม่ลงทุนในประเทศไทยเพราะการลงทุน ICO ประเทศไทยโดน Capital Gain Tax 15% นักลงทุนต่างชาติก็เอาเงินไปที่อื่นซึ่งจะหมดโอกาสการมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามา

กฎที่ออกมามันจะทำให้การพัฒนาของประเทศไทยในเรื่องนี้ช้า เพราะเทคโนโลยีพวกนี้คุณชอบหรือไม่ชอบแต่มันคืออนาคต คุณหลีกหนีมันไม่พ้น มีทางเลือก 2 ทางคือ อยู่แบบนี้ให้คนอื่นไปรอก่อนถ้าเขานำเขาประสบความสำเร็จเราค่อยตามแต่ถ้าตามไปถึงตรงนั้นเราจะไม่ได้อะไรแล้ว หรือในขณะที่ตอนนี้มันอึ้มครึมยังไม่มีใครไปถ้ากล้าที่จะนำ มีโอกาสที่จะเป็นผู้นำ

สุดท้ายเมื่อถามถึงอนาคตของประเทศไทยกับเทคโนโลยี Blockchain และเงินดิจิทัล

คุณธนาธรกล่าวว่า ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร ผมยังมองไม่เห็นความพยายามของรัฐบาลที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างพ.ร.ก.ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล มันถูกสร้างมาเพื่อควบคุมกำกับการเติบโตมากกว่าที่จะส่งเสริม ดังนั้นผมไม่เห็นว่าประเทศไทยภายในอนาคตอันใกล้ 3-5 ปีจะเกิดการใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างแพร่หลายได้เลยซึ่งจะเป็นการเสียประโยชน์ ดังนั้นเราต้องปรับตัวกล้าที่จะเผชิญโลกมากกว่านี้ กล้าที่จะเดินให้เท่าทันโลกมากกว่านี้