<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

NEO Vs ETH: NEO แตกต่างกับ ETH อย่างไร และทำไมมันถึงมีสิทธิมาท้าชิงตำแหน่งที่ 2 ได้ ?

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ปัจจุบัน Cryptocurrency นั้นเป็นมากกว่านวัตกรรมทางการเงินที่ถูกออกแบบเพื่อแทนที่ระบบการเงินเก่า ๆ หรือเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้เพื่อเก็งกำไร มันยังสามารถถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้ด้วยตั้งแต่ การเลือกตั้งนายกไปจนถึงการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ซึ่งเป็นไปได้ด้วย Blockchain และ Smart Contracts

ในขณะนี้ มี Cryptocurrency อยู่ 2 สกุลหลัก ๆ คือ NEO และ Ethereum ซึ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยครั้งว่าสกุลไหนทำหน้าที่ดีกว่ากัน เนื่องจากทั้งคู่ถูกออกแบบมารัน Smart Contracts ทำให้สามารถระดมทุน ICO และสร้าง dApps ได้เหมือนกัน ในบทความนี้เราจะมาตีแผ่ให้เห็นง่าย ๆ กันว่าทั้งสองแตกต่างกันอย่างไร

Consensus Mechanism

สิ่งที่ทำให้ NEO แตกต่างกับ Ethereum มากที่สุดเลยคือ Consensus Mechanism หรือกลไกในการหาเสียงส่วนมาก ซึ่ง NEO จะใช้ Byzantine Fauly Tolerant หรือ dBFT ซึ่งเป็นกลไกที่พัฒนาต่อยอดจาก Proof-of-stake ทำให้ไม่สามารถขุดเหรียญได้ ในทางกลับกัน Ethereum ใช้ Proof-of-work เช่นเดียวกับ Bitcoin ทำให้มีการขุดสามารถเกิดขึ้นได้

Mechanism ที่แตกต่างกันทั้งสองนั้นมีความแตกต่างเป็นอย่างมาก เนื่องจาก Proof-of-work ถูกหลากหลายคนวิจารณ์ว่า มันสิ้นเปลืองพลังงาน เนื่องจากการขุดคริปโตจำเป็นต้องใช้เครื่องขุดในการประมวลผล ยืนยันธุรกรรมในเครือข่าย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในการดำเนินการ แต่สำหรับ Proof-of-stake การยืนยันธุรกรรมสามารถทำได้ด้วยการที่ผู้ใช้ Stake เหรียญเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ใช้ในการดำเนินการคือการเปิด Client ไว้บนคอมพิวเตอร์แค่นั้น ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้

รวมทั้งระบบ Proof-of-work ยังอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเครือข่ายได้ด้วย เนื่องจากการซื้ออุปกรณ์ขุดจำนวนมาก ๆ ในครั้งเดียว จะทำให้มีต้นทุนเฉลี่ยต่อกำลังขุดที่ถูกกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งต้นทุนต่อกำลังขุดของ Proof-of-stake จะเท่ากันหมด เพราะการซื้อคริปโตนั้นไม่ว่าซืื้อมากเท่าไรก็ได้ราคาเท่ากัน

ในอนาคต ทาง Ethereum ก็วางแผนที่จะทำการเปลี่ยนเป็น Proof-of-stake เช่นกัน ซึ่งคาดกันว่าจะอัพเกรดภายในปี 2019

Hard Fork

การ Hard Fork คือการแยกกันของ Blockchain ซึ่งเป็นกลไกที่มีไว้หากมีการตกลงกันไม่ได้ว่าจะอัพเกรดไปทางไหน ซึ่ง NEO ไม่มีการ Hard Fork เนื่องจาก dBFT นั้นถูกออกแบบมาให้ Blockchain ไม่สามารถแยกออกไปได้ แต่ Ethereum ที่ใช้ Proof-of-work นั้นยังสามารถ Hard Fork ได้ปกติ เหรียญที่แยกออกจาก Ethereum แล้วมีชื่อเสียง ก็เช่น Ethereum Classic ที่ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 16

การ Hard Fork นั้นมีทั้งข้อดี ที่ทำให้ชุมชนมีความเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ หากใครไม่พอใจก็สามารถไปทำ Blockchain ของตัวเองได้เลย ลองคิดสภาพถ้าไม่มีการ Hard Fork ทุก ๆ อย่างจะถูกตัดสินจากเสียงส่วนใหญ่ และเสียงส่วนน้อยที่จริง ๆ แล้วก็มีความสำคัญก็ยังคงอยู่ในชุมชนนั้นซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงในภายหลังได้

Programming Language

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี แน่นอนว่า นักพัฒนาเป็นหนึ่งในกญแจสำคัญพอ ๆ กับชุมชนผู้ใช้ ยิ่งนักพัฒนามีความสะดวกสบายในการพัฒนามากเท่าไร ก็เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีของเหรียญนั้น ๆ ก้าวไกลไปกว่าคู่แข่งมากเท่านั้น

Smart Contract และ dApps ของ NEO สามารถถูกเขียนขึ้นด้วย C++, JAVA ซึ่งเป็นภาษาที่นักพัฒนาทั่วโลกนิยม และมีพื้นฐานอยู่แล้ว ในอนาคตจะสามารถเขียนได้ด้วย Python และ Go ซึ่งเป็นอีก 2 ภาษาที่ได้รับความนิยมจากนักพัฒนาทั่วโลกเช่นกัน ในขณะที่ Ethereum สามารถถูกเขียนได้ด้วย Solidity เท่านั้นซึ่งเป็นภาษาใหม่ที่นักพัฒนาต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมอีกรอบ แต่โปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาที่คุ้นเคยอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะปรับมาเขียนภาษานี้

NEO ได้เปรียบ Ethereum อยู่ในข้อนี้ เนื่องจาก นักพัฒนาที่สนใจสามารถเข้ามาเริ่มพัฒนาได้ในทันทีเลย เนื่องจากใช้ภาษาทั่วไปที่นักพัฒนารู้จักดีอยู่แล้ว

การสนับสนุน

NEO ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลจีน และองค์กรใหญ่อื่น ๆ ในประเทศจีน ทำให้มีผู้ใช้งาน และนักพัฒนาชาวจีนจำนวนมากเข้าร่วมกับ NEO และได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน แต่ Ethereum ไม่มีรัฐบาลของประเทศไทยสนับสนุน แต่ถูกสนับสนุนโดยองค์กร Enterprise Ethereum Alliance (EEA)

สรุป

หากมองดูจริง ๆ แล้วจะเห็นว่า NEO และ Ethereum ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคล้าย ๆ กันนั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น Consensus Mechanism, การ Hard Fork, ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา และการสนับสนุน ซึ่งยังไม่รวมถึง Tokenomics ที่แตกต่างกันด้วย ในขณะนี้ หลาย ๆ คนคาดว่า ไม่แน่ ในอนาคต NEO อาจจะขึ้นไปประชันแย่งตำแหน่งของ Ethereum ก็เป็นได้ แต่ไม่แน่ว่า หาก Ethereum ทำการอัพเกรดครั้งสำคัญในปีหน้าเช่น Constantinople อาจทำให้สถานการณ์ในตอนนั้นเปลี่ยนไปก็เป็นได้

ที่มาภาพ CryptoCanucks

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น