<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Ledger กล่าวยอดขายกระเป๋าฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ Nano X “พุ่งกระฉูด” จัดแคมเปญแจกให้ฟรี ๆ

ผู้ให้บริการกระเป๋า hardware เก็บเหรียญคริปโตชื่อดังนาม Ledger ที่เพิ่งจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปไม่นานนี้ ชื่อว่า Nano X ได้ออกมากล่าวว่าหลังจากที่เปิดตัวไปแล้วนั้น ได้มีผู้ที่ให้ความสนใจอย่างมาก และล็อตแรกนั้นก็ขายออก “อย่างพุ่งกระฉูด” เร็วมาก ๆ อีกด้วย นอกจากนี้พวกเขายังจัดแคมเปญแจกกระเป๋า hardware ตัวใหม่นี้ให้กับผู้ใช้งาน อ้างอิงจากเฟสบุ๊คของ Ledger

โดยส่วนหนึ่งในการประกาศนั้นกล่าวว่า

“Ledger Nano X นั้นจะเริ่มถูกส่งในอีก 20 วัน หลังจากที่มีเสียงตอบรับอย่างล้นหลามกับเจ้าตัว Ledger Nano X นี้ ล็อตแรกของเรานั้นได้ขายดิบขายดี ยอดขายพุ่งกระฉูด”

Ledger Nano X

กระเป๋า hardware เก็บเหรียญตัวใหม่ที่ว่านี้ถูกเปิดตัวเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยจะเป็นโมเดลที่ถูกพัฒนาต่อจากรุ่นพี่ของมันที่ชื่อว่า Nano S ซึ่งในรุ่นใหม่นี้พวกเขาเคลมว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือด้วย bluetooth ได้ อีกทั้งจะมีแอพบนโทรศัพท์ที่ช่วยจัดการ portfolio ของผู้ใช้งานอีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ Nano X ตัวนี้จะมีการเพิ่มจำนวนหน่วยความจำมากขึ้นกว่าของเดิมมากกว่าเดิมถึง 6 เท่า นั่นหมายความว่าผู้ใช้งานจะสามารถติดตั้งแอพเก็บเหรียญลงในกระเป๋าได้มากขึ้น สามารถรองรับหลาย ๆ เหรียญได้ในเวลาเดียวกันโดยที่ไม่ต้องลบแอพอื่น ๆ ทิ้งแล้วลงใหม่แบบแต่ก่อน

Nano X ตัวนี้จะมีขนาดเครื่องที่ใหญ่กว่าตัวรุ่นพี่ของมัน และจะที่ความละเอียดหน้าจอที่เพิ่มมากขึ้น โดยจะอยู่ที่ 128×64 พิกเซล จากเดิมที่ 128×32 พิกเซล และจะใช้หัว USB Type C ในการเชื่อมต่อ ต่างจากตัวเก่าที่ใช้ micro USB

ที่สำคัญ จุดเด่นและจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือปุ่มกดอันใหญ่ที่เพิ่มขึ้นมาตรงข้าง ๆ จอสำหรับการยืนยันการทำธุรกรรม ซึ่งต่างจากตัวเดิมจะต้องกดที่ด้านบน

Ledger Nano XLedger Nano S
น้ำหนัก
34 กรัม
16.2 กรัม
ขนาด
72 มม. x 18.6 มม. x 11.75 มม.
56.95 มม. x 17.4 มม. x 9.1 มม.
Ledger Nano S (ซ้าย) Ledger Nano X (ขวา)Ledger Nano X (ซ้าย) Ledger Nano S สองตัว (ขวา)

ทว่าอย่างไรก็ตาม interface ของเจ้า Nano X นี้เหมือนว่าจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก และหน้าจอนั้นก็ยังไม่เป็นหน้าจอสี หากเทียบกับคู่แข่งอย่าง Trezor Model T ที่มีหน้าจอสีที่ใหญ่กว่า อีกทั้งยังมีช่องให้ใส่ micro SD เองได้อีกด้วย ทว่าด้วยราคาที่ถูกกว่าถึง 51 ดอลลาร์นั้นอาจทำให้ Ledger Nano X ได้เปรียบ Trezor Model T กว่า

อีกทั้งในปัจจุบัน Nano X นั้นเป็นกระเป๋าเก็บ hardware ตัวที่สองในตลาดที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ (อีกตัวคือ CoolWallet S)

ทาง Ledger เคลมว่าตัว Nano X นั้นมีชิพประมวลผลที่ดีขึ้นมีพลังมากขึ้น แต่ในด้านความปลอดภัยนั้นก็ยังไม่ต่างจากตัวเดิมมากนัก

ปัจจุบันมันถูกวางขายบนหน้าเว็บของ Ledger ที่ราคา 119 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,782 บาท ทว่าหากคุณเป็นคนที่งบน้อย ก็สามารถที่จะเลือกใช้ตัวรุ่นพี่ของมันอย่าง Nano S ก็ได้ ที่มีราคาถูกกว่าเพียงแค่ 20 ดอลลาร์ หรือประมาณ 600 กว่าบาทเท่านั้น

แต่ถ้าหากคุณเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบของฟรี…

แคมเปญแจก Nano X ฟรี

ทาง Ledger นั้นรู้ว่าลูกค้าของพวกเขาชอบอะไร

โพสต์ล่าสุดของเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของ Ledger ได้มีการประกาศแคมเปญ Referral ที่ชื่อว่า 15 Days Ledger เพื่อให้แฟน ๆ ของพวกเขาได้ลุ้นรับ Nano X แบบฟรี ๆ โดยมีเงื่อนไขตามที่ทาง Ledger ระบุไว้ เช่นการกดแชร์เฟสบุ๊ค หรือทวิตเตอร์เป็นต้น โดยจะประกาศผลภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่เริ่มรันแคมเปญ

กระเป๋า Hardware wallet จำเป็นจริง ๆ หรือ

ในปัจจุบันมีการดีเบทเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในกลุ่มผู้ใช้งานคริปโตว่ากระเป๋าเก็บเหรียญแบบ hardware นั้นมีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน มันเป็นเพียงแค่กิมมิคที่ทางบริษัทเอกชนทำออกมาเพื่อหารายได้? หรือมันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการเก็บคริปโต หากไม่มีมันแล้วเหรียญคุณจะต้องหายไป

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าปัจจุบันนั้นมี Wallet อยู่หลายประเภทมาก ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสามแบบใหญ่ ๆ นั่นก็คือ

  1. Hot wallet – กระเป๋าเก็บเหรียญคริปโตแบบเร่งด่วน มักจะถูกเก็บอยู่ในรูปแบบแอพบนมือถือ สะดวก ใช้งานง่าย แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่ได้เป็นผู้เก็บ private key เอง เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายเหรียญเข้าออกได้สะดวก รวดเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะเรามักจะไม่ได้ถือ private key เอง ทำให้ไม่แนะนำให้เก็บทั้งหมดไว้ในนี้ แต่ให้เก็บเฉพาะจำนวนที่ต้องใช้จ่ายสะพัดทั่ว ๆ ไป ตรงชื่อของมันก็คือ “กระเป๋าร้อน”
  2. Cold Storage (cold wallet) – กระเป๋าเก็บคริปโตที่ถูกตัดขาดออกจากอินเตอร์เน็ต มักจะถูกเก็บอยู่ในรูปแบบกระดาษ หรือจดจำมันไว้ในสมองของคุณ กล่าวคือ คุณจะเป็นผู้รับผิดชอบ private key ของตัวเองทั้งหมด หากคุณทำมันหาย เหรียญของคุณก็หายหมดเช่นกัน การเก็บแบบนี้มีความปลอดภัยกว่าแบบแรก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความยุ่งยากในการคัดลอก private key เพื่อถอนเหรียญออกในแต่ละครั้ง แต่เนื่องจากว่ามันมักจะอยู่ในรูปแบบกระดาษที่ตัดขาดกับอินเทอร์เน็ต ทำให้มันมีความปอลดภัยกว่าแบบแรกมาก
  3. Hardware wallet – กระเป๋าเก็บคริปโตแบบฮาร์ดแวร์ เป็นการนำเอาทั้งสองแบบแรกมารวมกันแบบครึ่ง ๆ (แต่จะค่อน ๆ ไปทางข้อสองมากกว่า) มันจะเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับคุณด้วยระบบ user interface ที่สวยงาม ใช้งานง่าย มันจะให้คุณเป็นผู้เก็บ private key เองโดยที่ไม่ต้องจำ (แต่สิ่งที่ต้องจดไว้คือ pass phrase) กล่าวคือ มันจะทำหน้าที่เป็นเหมือนกุญแจรีโมท ที่คอยป้อน private key ให้คุณเวลาทำธุรกรรมโดยอัตโนมัตินั่นเอง เพิ่มความสะดวกสบายขึ้นมาอีกหลายระดับ

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือเราไม่ได้เก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าเหล่านี้ แต่ไว้บน blockchain กระเป๋าเหล่านี้เป็นเพียงแค่ตัวเลขสมุดบัญชี และกุญแจสำหรับไขบัญชีเพื่อเบิกถอนเหรียญเท่านั้น การที่คุณถามตัวเองดีแล้วว่าเหมาะกับกระเป๋าประเภทไหน คุณก็สามารถเลือกใช้มันตามความเหมาะสมได้ โดยที่ไม่ต้องถูกการตลาดปั่นหัวอีกต่อไป