<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

รัฐบาลอินเดียยังคงหารือเรื่องกฎหมาย Bitcoin แม้จะมีข่าวลือว่ามีการแบนเกิดขึ้นก็ตาม

รัฐบาลอินเดียกำลังพยายามที่จะเข้ามาควบคุมสกุลเงินดิจิตอลอยู่บ่อยครั้ง รายงานล่าสุดจากกระทรวงการคลังยืนยันได้ถึงการกระทำบางอย่างของภาครัฐ ขณะเดียวกันสื่อท้องถิ่นของอินเดียเอง ก็มีการรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ร่างพระราชบัญญัติการกำกับดูแลสำหรับ cryptocurrencies กำลังได้รับการพิจรณาในหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

คำยืนยันจากกระทรวงการคลัง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางกระทรวงการคลังของประเทศอินเดียได้มีการออกมาตีพิมพ์รายงานสรุปกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของรัฐบาลอินเดียในปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนหนึ่งได้เขียนไว้ว่า “คณะกรรมการระหว่างรัฐมนตรีภายใต้ตำแหน่งประธานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาทุกแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิตอล และสินทรัย์คริปโตทั้งหลาย”

นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังได้มีการส่งรางกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอลไปให้กับทางศาลฎีกาเพื่อพิจรณาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ทว่าทางศาลเองได้มีการปัดตกข้อกฏหมายดังกล่าวโดยไม่ให้เหตุผลว่าทำไม ทว่ามีข่าวลือว่าการพิจารณาอีกครั้งจะเกิดขึ้นภายในวันที่ 23 กรกฏาคม และชุมชนคริปโตในอินเดียเองก็คาดหวังให้เรื่องนี้ได้รับการแก้ไขในวันนั้น ด้านกระทรางการคลังได้มีการรายงานว่า :

“มีการตรวจสอบตัวเลือกต่าง ๆ หลากหลายทางเป็นอย่างมากในการที่ดูแลรักษาสกุลเงินดิจิตอลและสินทรัพย์ดิจิตอลต่าง ๆ เหล่านี้รวมไปถึงการแบน การควบคุม ทุกอย่างกำลังอยู่นั้นขั้นตอนของการตรวจสอบโดยคณะกรรมการ”

อินเดียทำงานรวมกับ FATF

ในรายงานยังเผยอีกว่ากรมสรรพากรของอินเดียได้ทำงานร่วมกับหน่วยงาน Financial Action Task Force (FATF) ในด้านต่าง ๆ รวมไปถึงด้าน cryptocurrency โดยอินเดียเป็นสมาชิกของ FATF ที่เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศซึ่งกำหนดมาตรฐานและส่งเสริมการดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมาย กฎระเบียบและการดำเนินงานเพื่อต่อสู้กับการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้ายทั่วโลก

นอกจากนี้กระทรวงเศรษฐกิจของอินเดียก็เคยทำงานกับ FATF แต่งานได้โอนไปยังกรมกรมสรรพากร ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2017 ซึ่งทางกระทรวงการคลังมีรายละเอียดดังนี้:

กรมสรรพากรมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในเอกสารการทำงานที่ได้รับการพัฒนาโดย FATF ในประเด็นต่าง ๆ (เช่นสกุลเงินดิจิตอล ,การ จัดหาเงินทุนในการขยาย) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแนวทางสำหรับประเทศสมาชิก

คำแนะนำของ FATF

อินเดียนั้นอยู่ในกลุ่มประเทศ G20 และพวกเขาได้ยืนยันที่จะสนับสนุน FATF ในฐานะ ‘ผู้ต่อต้านการฟอกเงินระดับโลกและการต่อต้านการก่อการร้ายทางการเงิน’ กลุ่ม G20 ยังได้ขอให้ FATF ชี้แจงว่ามาตรฐานของพวกเขาสามารถใช้กับกิจกรรมสินทรัพย์ดิจิตอลและเงินดิจิตอลได้อย่างไรบ้าง ซึ่งFATF ได้มีการให้คำแนะนำว่า :

ขอบเขตอำนาจศาลควรใช้วิธีการที่อิงตามความเสี่ยงกับสินทรัพย์ดิจิตอล กิจกรรมทางการเงินสินทรัพย์ดิจิตอล และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิตอล

FATF กล่าวเพิ่มเติมว่าจะปรับปรุง “แนวทางแนวทางความเสี่ยงตามสกุลเงินดิจิตอล” ภายในเดือนมิถุนายนในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 วิธีการของพวกเขาจะช่วย “เขตอำนาจศาลและภาคเอกชนในการใช้แนวทางความเสี่ยงในการควบคุมผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิตอล รวมถึงการกำกับดูแลและการตรวจสอบของพวกเขา”

ข่าวลือเรื่องคำแนะนำในการแบนคริปโต

สื่อท้องถิ่นรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลอินเดียอยู่ในระหว่างการหารือร่างกฎหมายสกุลเงินดิจิตอล โดย The Economic Times อ้างว่าได้ตรวจสอบรายงานการประชุมของคณะกรรมการของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงผู้แทนกรมเศรษฐกิจคณะกรรมการกลางของภาษีทางตรงคณะกรรมการกลางของภาษีทางอ้อมและศุลกากรและสำนักงานกองทุนเพื่อการศึกษาและคุ้มครองนักลงทุน

นอกจากนี้แล้วยังได้มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ประสงค์ออกนามได้กล่าวกับทางสำนักข่าวอ้างว่ารู้รายละเอียดของร่างกฏหมายเรื่องการแบนของคริปโตเคอเรนซี่และระเบียบข้อบังคับของสกุลเงินดิจิตอลในปี 2019 กำลังถูกเผยแพร่ไปยังหน่วยงานท้องถิ่นต่าง ๆ ของอินเดียเพื่อพูดคุยและถกเถียงกัน อย่างไรก็ตามคำกล่าวอ้างนี้ไม่ได้พูดถึงในส่วนของ ระเบียบการใช้งานสกุลเงินดิจิตอลอย่างเป็นทางการ และจากคำบอกเล่านี้อาจจะเป็นแค่ร่างกฏหมายเท่านั้นซึ่งทางสำนักข่าวได้เเสดงความคิกเห็นไว้ว่า :

“จะมีการเสนอร่างกฎหมายขั้นสุดท้ายที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลและสินทรัย์ดิจิตอล ให้กับรัฐบาลชุดถัดไปซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่หลังจากการเลือกตั้งเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อรายงานว่ารัฐบาลอินเดียกำลังพิจารณาห้ามใช้ cryptocurrency จากแหล่งที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เพราะในเดือนธันวาคมปีที่แล้วช่อง Cnbc TV18 ได้มีการรายงานว่าจะคริปโตจะถูกแบนเช่นกัน แต่ก็มีสื่อีกเจ้าที่บอกว่าคริปโตจะถูกกฏหาย และทำให้ประชาชนสับสนเป็นอย่างมากกับข่าวที่ออกมา และแม้แต่ในตอนนี้ก็ไม่อาจทราบได้ว่าอะไรคือเรื่องจริงไม่จริง