<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

นักลงทุน Bitcoin ควรเตรียมความพร้อมกับ ‘Quantum Supremacy’ ของ Google ที่กำลังจะมาถึงอย่างไร

Google ได้ออกมาประกาศผ่านงานวิจัยในบล็อกโพสต์ว่าพวกเขาได้สร้าง Quantum Supremacy นั่นก็คือการที่ระบบ Quantum Computer มีความเร็วเหนือกว่าระดับที่เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งในปัจจุบันมันใกล้จะสำเร็จแล้ว โดยการทดลองล่าสุดมันสามารถประมวลผลการถอดรหัสที่ใช้เวลามากกว่า 10,000 ปีได้ในเวลาเพียง 200 วินาทีเท่านั้น แต่ ‘Quantum Supremacy’ มันจะเข้ามาเปลี่ยนโลกคริปโตของเราได้อย่างไร ? ในบทความนี้เราจะมาอธิบายความหมายของมันและจะมาหาคำตอบกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Google ประกาศว่าบริษัทได้สร้างโปรเซสเซอร์ที่มีชื่อเรียกว่า ‘Sycamore Processor’ ขนาด 54-Qubit โดยจะมีการประมวลผลต่อเนื่องเป็นเวลา 200 วินาที แต่ได้พลังประมวลผลเทียบเท่ากับ Supercomputer ถึง 10,000 ปี

Sycamore Processor จะทำงานโดยใช้หลักการซ้อนทับและพัวพันเชิงควอนตัม(Quantum Superposition , Quantum Entanglement) ซึ่งพฤติกรรมแปลก ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ชิปควอนตัมสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้พร้อม ๆ กัน ให้เราลองจินตนาการว่ามันคล้าย ๆ กันกับการทำนายของ Dr. Strange ในหนัง Marvel ซึ่งโปรเซสเซอร์ควอนตัมจะสามารถ“ดู”ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดได้ในครั้งเดียวและในทางสถิติมันจะเลือกคำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุด นั้นหมายความว่าโปรแกรมคำนวณที่ใช้เวลานานอย่างเช่นชุดตัวเลขจำนวนเยอะ ๆ  การค้นหาตัวเลขสองตัวที่เมื่อมันคูณกันแล้วจะทำให้เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากนั้นจะกลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตามหลักการทำงานของมันไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากนัก ดูเหมือนว่ามันจะคล้าย ๆ กันกับ Service ก่อนนี้เช่น Leap ของ D-Wave ที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาเขียนโปรแกรมพื้นฐานสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์ควอนตัมในภาษา Python แต่ในกรณีของ Google นั้นบริษัทได้สร้าง “Quantum Supremacy” หรือ พลังประมวลผลสูงสุดของควอนตัมสำเร็จแล้ว ซึ่งมันจะมีพลังประมวลผลเหนือคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นเกือบทุกเครื่องบนโลก

ด้วยความสำเร็จของ Quantum supremacy นั้นหมายความว่า Google จะสามารถทำการคำนวณสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือปัจจุบันยังไม่มีหน่วยประมวลคอมพิวเตอร์รุ่นไหนที่สามารถประมวลผลได้เร็วกว่าเครื่อง Supercomputer ถึง 10,000 ปี 

“นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่สามารถสร้างเลียนแบบได้จากคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม เราได้ค้นพบดินแดนใหม่ของคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ” นักวิจัยกล่าว

แล้ว Quantum Supremacy จะมีกระทบอย่างไรต่อการขุดคริปโตและคริปโตเคอเรนซี่ ถ้าหากว่ามันมีพลังประมวลรวดเร็วขนาดนั้น ?

การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน (Quantum Leap)

สิ่งอันตรายที่ใหญ่ที่สุดในเครือข่ายบล็อกเชนจากการคำนวณควอนตัมนั้นก็คือ ความสามารถในการทำลายล้างคริปโตเคอเรนซี่ หากคุณต้องการทำลายสกุลเงินคริปโตอย่างแท้จริงคุณจะต้องเล็งควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ SHA-256 ซึ่งเป็นอัลกอริทึมการเข้ารหัสที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในคริปโต โดยอัลกอริทึมจะทำ “การเข้ารหัส” ที่มีข้อมูลขนาด 32 ไบต์ให้กลายเป็นคำพูดที่ไม่สามารถอ่านได้ ตัวอย่างเช่น

“5e884898da28047151d0e56f8dc6292773603d0d6aabbdd62a11ef721d1542d8”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณควอนตัมมองว่าอัลกอริทึม SHA-256  เป็นที่นิยมในขุดคริปโตเคอเรนซี่ ซึ่งเมื่อควอนตัมมีการใช้งานจริง มันก็จะเริ่มคุกคามระบบทั่วโลก

“การคำนวณควอนตัมจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อคริปโตเคอเรนซี่โดยเฉพาะอัลกอริทึม SHA-256 ของ bitcoin เนื่องจาก Bitcoin เป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดใจจากถูกโจมตี ทั้งในเรื่องมูลค่าและประสิทธิภาพของมัน อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าอัลกอริธึมการเข้ารหัสที่ง่าย ๆ จะถูกทำลายก่อนและมันจะเป็นการแจ้งเตือนให้กับชุมชนคริปโตว่ามันถึงเวลาแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลง”นาย Patrick Dai ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Qtum กล่าว

“การทำลาย SHA-256 ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เราจะได้รับคำเตือนมากมายและในที่สุดยุคของการขุด Bitcoin ก็ต้องถึงคราวอวสาน เพราะนักขุดหรือ miner ใช้ฮาร์ดแวร์ที่สู้กับควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่ได้เลย แต่ Bitcoin มันจะยังคงอยู่ต่อไป”

ในที่สุดนักวิจัยเชื่อว่าเรากำลังก้าวไปสู่ยุคของการทำลายอัลกอริธึมของการเข้ารหัสที่สามารถทำลายแม้แต่ระบบการเข้ารหัสแบบอสมมาตรที่แข็งแกร่งอย่าง public keys และ private keys 

“การคำนวณควอนตัมจะบังคับให้ คริปโตเคอเรนซี่ทั้งหมดต้องเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมลายเซ็นใหม่ (ปัจจุบัน Bitcoin และ Ethereum ใช้อัลกอริธึมนี้อยู่) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันมีความเสี่ยงต่อการถูกปลอมแปลงลายเซ็น”

กล่าวโดยนาย Johann Polecsak CTO ของ QAN ผู้สร้าง quantum-proof blockchain

อย่างไรก็ตามนาย Vitalik Buterin บิดาผู้สร้างเหรียญคริปโตเคอเรนซี่อันดับสองตามมูลค่าตลาดอย่าง Ethereum นั้นไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับการคำนวณควอนตัมมากนัก เพราะเขาเชื่อว่ามันจะมีประโยชน์มากกว่านี้ หากมันถูกไปใช้ในเรื่องอื่น

“ความประทับใจอย่างเดียวของผมเกี่ยวกับ Quantum Supremacy เลยก็คือการใช้มันในการคำนวณเพื่อทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ แล้ว การระเบิดของไฮโดรเจนนั่นคือปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นที่พิสูจน์แล้วว่ามันสามารถสกัดพลังงานออกมาใช้ได้ ซึ่งนั้นยังห่างไกลในการใช้งานมันให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง”

เขาเขียนในทวีต

“การเข้ารหัสแบบอสมมาตรต้องอาศัย keypairs นั้นก็คือ public keys และ private keys โดย public keys สามารถคำนวณหาได้จาก private keys ซึ่งนี่คือสาเหตุที่เป็นไปไม่ได้ของปัญหาทางคณิตศาสตร์บางอย่าง อย่างไรก็ตามควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจคำนวณหา public keys และ private keys ได้ด้วยวิธีอื่น ๆ แต่ถึงกระนั้นเราสามารถใช้ qubits ในการป้องกันการคำนวณควอนตัมได้” เขากล่าว

นาย David Chaum ผู้สร้าง Praxxis เชื่อว่าระบบ proof-of-work จะต้านทานการโจมตีควอนตัมได้มากกว่า แม้ว่ากระเป๋าเงินวอเล็ทและคีย์ทั้งสองจะไม่สามารถต้านทานมันได้ก็ตาม

“อัลกอริทึมการเข้ารหัสในโปรโตคอล Proof of Work (PoW) ที่ใช้การขุดนั้น มักจะความต้านทานต่อการคำนวณควอนตัมมากกว่า เพราะเจ้าของเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเข้าทำลายความปลอดภัยของกระเป๋าเงินวอเล็ทใน PoW หรือโพรโทคอล Proof of Stake (PoS)” เขากล่าว

ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถใช้งานบางอย่างที่เรียกว่าอัลกอริทึม Shor ซึ่งเป็นการเข้ารหัสตัวเลขจำนวนเต็มหลาย ๆ ตัวที่ใช้งานโดยคริปโตเคอเรนซี่สำหรับการรักษาความปลอดภัยในกระเป๋าวอเล็ท คาดว่าในอนาคตอาจมีผู้เล่นที่ไม่ดีบางคนใช้การคำนวณควอนตัมเพื่อเข้าทำลาย RSA (การเข้ารหัสลับแบบกุญแจอสมมาตร) 

“สักวันหนึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์จะสามารถใช้งานอัลกอริทึมของ Shor เพื่อเอาชนะระบบคริปโตและสร้างเหรียญคริปโตขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ชุมชนบล็อกเชนไม่ควรมองข้ามจนกว่ามันจะถึงวันนั้น ทั้งนี้ NSA จะสั่งให้หน่วยงานของรัฐบาลหยุดการทำงานของระบบคริปโตและกำลังดำเนินการคำนวณควอนตัมอย่างจริงจัง แล้วเราควรจะรับมือกับมันอย่างไร” กล่าวโดยนาย Chaum 

เมื่อไหร่ที่ Quantum Supremacy เริ่มมีการใช้งานจริงเครือข่ายคริปโตทั้งหมดก็จะพังทลายลงอย่างแน่นอน ซึ่งวิธีเดียวที่จะช่วยลดความเสียหายนั้นก็คือการเตรียมความพร้อมเอาไว้เสมอ

“ในกรณีของ bitcoin ถ้าหากมีใครบางคนสามารถใช้การคำนวณควอนตัมได้ก่อนคนอื่น ๆ พวกเขาอาจจะเคลื่อนย้าย Bitcoin จำนวนมาก ก่อนที่เครือข่ายจะได้รับการอัพเกรด ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือการใช้งานผ่าน address bitcoin เพียงครั้งเดียว เพราะมันจะทำให้ public key ไม่ถูกเปิดเผย” กล่าวโดยนาย Adrian Scott, CEO ของ Freedom Stack สตาร์ทอัพคริปโต

น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเครื่องมือเหล่านี้เริ่มเข้าโจมตีแพลตฟอร์มคริปโต

“นี่เป็นเหมือนวิกฤต Y2K สำหรับคริปโต เพราะมันจะหมายถึงการอัพเกรดแพลตฟอร์มข้ามเครือข่าย , software libraries ที่ถูกใช้โดยแอพพลิเคชั่นจำนวนมาก หรือการรวมเข้ากับระบบอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าการต้านทานการคำนวณควอนตัมจะมีลักษณะอย่างไร กล่าวโดย Scott

ที่มา : coindesk