<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

bitkub-2022-769x90

Michael Saylor กล่าว ไม่ว่ายังไงเขาก็จะไม่ขาย Bitcoin

bitkub-2022-768x90

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ Natalie Brunell จาก Coin Stories ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO ของ MicroStrategy อย่าง Michael Saylor แสดงความคิดเห็นว่า แม้ราคาของบิทคอยน์จะร่วงลงอย่างไร เขาก็จะไม่ขายบิทคอยน์ทั้งของเขาและบริษัททิ้ง พร้อมระบุว่าบิทคอยน์เป็นสินทรัพย์เพียงไม่กี่ตัวที่มีศักยภาพจะเติบโตอีก 100 เท่า

เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่ Saylor ได้ประกาศการซื้อบิทคอยน์ครั้งใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสิบเอ็ดเดือนหลังจากนั้น MicroStrategy ก็ยังคงซื้อบิทคอยน์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง จน ณ ตอนนี้ มีบิทคอยน์ในครอบครองกว่า 100,000 BTC และ Saylor ก็ได้กลายเป็นผู้สนับสนุนบิทคอยน์ที่โดดเด่นที่สุด

การสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ Saylor เน้นย้ำว่าเขาจะไม่ขายบิทคอยน์ในการครอบครองของเขาและบริษัทออก แม้ว่ามูลค่าการซื้อขายของมันจะร่วงลงต่ำกว่าราคาซื้อขายเริ่มต้นเฉลี่ยของ MicroStrategy 

bitazza-may-768x90


นอกจากนี้เขายังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการยอมรับบิทคอยน์ว่าเป็นไปตามธรรมชาติที่ต้องใช้เวลา เช่นเดียวกันกับการค้นพบไฟและไฟฟ้า

“มนุษย์ใช้เวลา 100,000 ปีกว่าจะค้นพบไฟ มันเป็นเรื่องที่ช้า แล้วผมก็คิดว่ามนุษย์ต้องใช้เวลา 20 หรือ 30 ปี ในการค้นพบไฟฟ้า ผมไม่คิดว่าบิทคอยน์จะใช้เวลาถึง 30 ปี ข้อมูลกำลังแพร่กระจายเร็วขึ้น แต่มันยังต้องใช้เวลาอีกทศวรรษ”

Saylor เชื่อว่าการทำงานขององค์กรและนักพัฒนาจำนวนหลายหมื่น รวมถึงความพยายามของ MicroStrategy ที่กำลังทำงานเพื่อปรับปรุงเครือข่ายของบิทคอยน์ จะช่วยเพิ่มการยอมรับในวงกว้างได้เร็วกว่าที่ผู้คนคิดไว้ 

เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Peter Schiff ผู้สนับสนุนทองคำและนักวิพากษ์วิจารณ์บิทคอยน์ที่มีชื่อเสียง ได้กล่าวว่าผู้คนซื้อทองเพื่อรักษาความมั่งคั่ง ไม่ใช่เพื่อสร้างความร่ำรวย และมองว่าผู้คนซื้อบิทคอยน์โดยหวังว่าจะรวย แต่มันเป็นสินทรัพย์ที่จะทำให้มีโอกาสจนมากกว่า

CEO ของ MicroStrategy ได้ชี้ให้เห็นว่าการซื้อบิทคอยน์มีโอกาสจะรวยมากกว่าการซื้อทองคำ เขาแนะนำให้ผู้คนลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลขนาดใหญ่และเป็นที่ต้องการ แต่ไม่มีใครเข้าใจ

Saylor ได้ยกตัวอย่างบริษัทอย่าง Google, Amazon, Facebook และ Apple ที่ผู้สร้างของบริษัทเหล่านี้ได้ขึ้นเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และที่สำคัญก็คือคนเบื้องหลังบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้ขายหุ้นในเวลาที่มีอุปสรรคหรือเกิดความวุ่นวาย

“ปัญหาของทองคำคือมันไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล มันเป็นความคิดอายุ 5,000 ปีที่หยุดนิ่งตั้งแต่ปี 1914” ในทางกลับกัน Saylor มองว่า บิทคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล แต่ทองคำไม่ใช่

“ถ้าคุณต้องการรวย ความหวังเดียวของคุณคือการสร้างหรือซื้อสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 100 เท่า และสินทรัพย์ที่มีศักยภาพมากพอจะเติบโตมากขนาดนั้น มักเป็นสินทรัพย์ที่คนอีก 99% ไม่เข้าใจหรือยังไม่เห็นคุณค่า”

อย่างไรก็ตาม Saylor ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่ผู้คนต้องทำความเข้าใจกับสินทรัพพย์ก่อนจัดสรรการลงทุนอย่างถี่ถ้วน แต่ส่วนตัวเขาเชื่อว่าบิทคอยน์มีคุณสมบัติของการเป็นเครือข่ายทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่ยังมีการประเมินมูลค่าต่ำเกินไป และมีโอกาสจะเติบโตอีกมากมาย

miningpro-may-768x90