<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

“ดร.โสภณ” ซัดอีก Bitcoin และ Lightning Network เป็นความล้มเหลว ย้อนแย้งในอุดมการณ์ตัวเอง

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์วิจัย-ประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ออกมาเขียนบทความเพื่อเตือนสติคนไทยอีกครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุน Bitcoin ลงบนเว็บไซต์ โลกวันนี้ ซึ่งภายในบทความได้มีการกล่าวถึงความล้มเหลวของ Bitcoin และความย้อนแย้งของ Lightning Network

ดร.โสภณ กล่าวในบทความว่า ในครั้งนี้ได้มีผู้ส่งบทความมาให้เขาตีพิมพ์ เพราะเขากลัวพวกคลั่ง Bitcoin เข้ามาต่อว่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าบุคคลเหล่านี้อาจเป็นสมุนอาชญากรที่พยายามส่งเสริม Bitcoin เพื่อเป็นช่องทางโอนถ่ายเงินของพวกอาชญากร แต่ตัวของ ดร. นั้นไม่กลัวแปดเปื้อน จึงขอนำมาลง พร้อมย้ำชัดว่าลงทุนในสินทรัพย์ตัวอื่น ๆ ดีกว่า มั่นคงกว่าเพราะ Bitcoin นั้นเป็นแชร์ลูกโซ่

ในเนื้อหา ดร.โสภณ ได้ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินสุดล้ำนั้นเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในทางเทคโนโลยีเนื่องจาก ไม่สามารถรองรับการใช้งานในวงกว้าง ด้วยข้อจำกัดด้านการปรับขยายของเครือข่าย เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น Bitcoin ก็ไม่สามารถประมวลผลธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วหรือมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความล่าช้า และมีค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น ทำให้เกิดประสบการณ์ผู้ใช้ที่ย่ำแย่ จนทำให้ไม่สามารถใช้เป็นสกุลเงินในชีวิตประจำวันได้ แต่กลายเป็นแค่เครื่องมือเก็งกำไรสำหรับผู้ที่มั่งคั่ง ซึ่งย้อนแย้งกับหลักการของการเป็นระบบการเงินที่เป็นประชาธิปไตยและเข้าถึงได้โดยทุกคน

ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลพบว่า Bitcoin จำนวน 90% ถูกครอบครองโดยกลุ่มคนเพียง 1% และไม่สามารถขุดเป็นจำนวนมากได้อีก ส่งผลให้ไม่มีทางที่ทุกคนจะได้ครอบครอง Bitcoin ทว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin นั้นกลับเก็บเหรียญไว้กับตัวเองกว่า 1 ล้าน BTC ทำให้เขากลายเป็นเจ้าไปโดยปริยาย

ถัดมาในเรื่องของ Lightning Network ที่ถูกอ้างว่าเป็นโซลูชันในการแก้ไขปัญหาการใช้งาน Bitcoin ดร.โสภณ กล่าวว่า ความพยายามที่จะแก้ปัญหาการปรับขยายผ่าน Lightning Network นำไปสู่ความย้อนแย้งที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกเพราะตัวของ Lightning นั้นกลับสร้างโครงสร้างที่รวมศูนย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับอุดมการณ์แบบกระจายอำนาจของ Bitcoin โดยโหนดขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรจำนวนมากกลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่าย จะทำการผูกขาดเส้นทางการชำระเงิน ทำให้ผู้ใช้รายย่อยและโหนดขนาดเล็กมีทางเลือกน้อยนอกจากต้องพึ่งพายักษ์ใหญ่เหล่านี้เพื่อทำธุรกรรม ซึ่งทำให้เกิดระบบลำดับชั้นและความไม่เท่าเทียมแบบเดียวกับที่ Bitcoin ต้องการขจัดตั้งแต่แรก

นอกจากนั้นตัวของ Lightning Network ยังได้บังคับให้ผู้ใช้ต้องวางใจโหนดเพื่อประมวลผลธุรกรรมอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งแม้จะต้องพึ่งพาเพียง 1% ก็ถือว่าละเมิดหลักการพื้นฐานของ Bitcoin ที่มุ่งสร้างระบบที่ปราศจากความไว้วางใจไปแล้ว ทำให้เกิดช่องโหว่ต่อการฉ้อโกง 

และแม้ว่า Lightning Network จะมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าการทำธุรกรรมแบบปกติบนเครือข่าย Bitcoin อยู่บ้างแต่ก็ยังคงถือว่ามีค่าธรรมเนียมอยู่ดี ซึ่งแตกต่างจากการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ของไทย ที่ประชาชนทั่วไปนิยมใช้ ซึ่งสามารถทำการโอนเงินให้ลูกหลานไปโรงเรียน จ่ายค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสินค้าออนไลน์ ตลอดจนการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ ได้ผ่านทั้งสิ้นโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแม้แต่บาทเดียวเหมือน Lightning Network และยังสะดวกรวดเร็วในทันทีอีกด้วย

ขณะที่จุดเด่นของ Lightning Network คือ การโอนเงินข้ามประเทศได้ที่ดูเหมือนจะเป็นข้อดีแต่ก็เป็นช่องทางให้เหล่าอาชญากรโอนเงินกันไปมาโดยไม่ถูกตรวจสอบ เพราะธุรกรรมจะไม่ถูกบันทึกไว้บนบล็อกเชนหลักของ Bitcoin โดยตรง ทำให้การสืบย้อนกลับหรือระบุตัวตนผู้ทำธุรกรรมทำได้ยากกว่า อีกทั้งยังสามารถฟอกและกระจายเงินออกไปเป็นก้อนเล็ก ๆ ได้อีกด้วย นับเป็นข้อได้เปรียบสำหรับอาชญากรที่ต้องการปกปิดร่องรอยของเงินผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันเหล่าประชาชนผู้สุจริตกลับต้องมาแบกภาระที่ Bitcoin ได้ก่อไม่ว่าจะเป็นทั้งปัญหาอาชญากร ค่าไฟที่แพงขึ้น และปัญหามลภาวะ

ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงกิจกรรมทางการเงินในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ที่ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายใช้สอย การชำระบิล หรือการโอนเงินให้คนใกล้ตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนทำได้ง่ายและฟรีผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอะไรต้องหันไปพึ่ง Lightning Network ที่ยังมีข้อจำกัดและความยุ่งยากอยู่มาก ยิ่งเวลานี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยต้องการโอนเงินข้ามประเทศบ่อยนัก ทำให้ประโยชน์หลักของ Lightning ยิ่งเลือนรางลงไปอีก 

สุดท้ายนี้ ระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่ทำงานอยู่ทุกวัน ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังคงให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีการกำกับดูแล โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเหมือนบิทคอยน์ และถึงแม้จะเป็นระบบรวมศูนย์ แต่ก็ยังคงรักษาสมดุลได้อย่างเหมาะสม จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองข้ามกระแสและยอมรับความจริงอันขมขื่น นั่นคือมันเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีประสิทธิภาพ ย้อนแย้งกับตัวเอง และล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการส่งมอบคำสัญญาที่ให้ไว้ แทนที่จะฝืนใช้ระบบที่ผิดพลาดตั้งแต่แนวคิด เราควรมุ่งไปที่การปรับปรุงระบบที่มีอยู่ ให้ทำงานได้ดีขึ้นสำหรับทุกคน การยึดติดกับบิทคอยน์และเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ล้มเหลว จะไม่นำเราไปสู่อนาคตทางการเงินที่ดีกว่าแน่นอน


ที่มา : โลกวันนี้