เจ๊งยับ! AINFT แพลตฟอร์ม NFT ที่เคลมว่า “ใหญ่สุดบน TRON” กลับมีวอลุ่มเทรดแค่วันละ 200 บาท

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • AINFT แพลตฟอร์ม NFT บนเครือข่าย TRON ของ Justin Sun มีวอลุ่มเทรดเฉลี่ยเพียง 6.24 ดอลลาร์ (ราว 200 บาท) ต่อวัน แม้จะถูกโปรโมตจากผู้ก่อตั้งอย่างหนักหน่วง
  • ตัวแพลตฟอร์มพยายามเปลี่ยนทิศทางไปเกาะกระแส AI โดยประกาศฟีเจอร์ใหม่มากมาย (เช่น BANK OF AI, AINFT Nova) แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานจริง
  • ราคาโทเคน AINFT ร่วงลงกว่า 25% ในปีที่ผ่านมา และตัวโปรเจกต์ยังมีส่วนพัวพันกับคดีฟ้องร้องเรื่องการซื้องานศิลปะในอดีตอีกด้วย

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

โปรเจกต์ที่ผู้ก่อตั้งต้องออกมาทวีตเชียร์รายวัน แต่กลับสร้างวอลุ่มได้แค่วันละ 200 บาท ถือเป็นสัญญาณอันตรายระดับ Red Flag อย่างชัดเจน การพยายามเปลี่ยนผ่านจาก NFT ไปหา AI โดยที่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์จริงออกมาให้เห็น ยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามในการเกาะกระแสเพื่อพยุงราคาเหรียญ มากกว่าการสร้างนวัตกรรมที่มีมูลค่าและผู้ใช้งานจริง

AINFT (หรือชื่อเดิมคือ APENFT) โปรเจกต์ที่ก่อตั้งโดย จัสติน ซัน (Justin Sun) ได้เขียนโฆษณาตัวเองไว้บนเว็บไซต์อย่างหรูหราว่าเป็น “แพลตฟอร์มซื้อขาย NFT ที่ใหญ่ที่สุดบนเครือข่าย TRON”

ช่วงที่ผ่านมา ซันได้ออกเดินสายโปรโมต AINFT อย่างหนักหน่วงบนแพลตฟอร์ม X (Twitter) โดยมีการโพสต์เชียร์แบบถี่ยิบ ทั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์, โพสต์สองรอบในวันที่ 11, วันที่ 10, วันที่ 6, สองรอบในวันที่ 5 และรัวไปถึงหกโพสต์ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่ตลกร้ายก็คือ แม้จะมีทั้งการโฆษณาและการปั่นกระแสจากผู้ก่อตั้งอย่างบ้าคลั่ง แพลตฟอร์มแห่งนี้กลับมีปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6.24 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว ๆ 200 กว่าบาท) ต่อวันเท่านั้น!

ข้อมูลสถิติจากหน้า Dashboard ของ AINFT Marketplace เผยให้เห็นว่า โปรเจกต์ระดับท็อปของแพลตฟอร์มมีวอลุ่มการซื้อขายในช่วง 7 วันที่ผ่านมารวมกันเพียง 156 TRX โดยมาจากคอลเลกชันแค่ 2 ตัวเท่านั้น ซึ่งถ้าคำนวณจากราคาปัจจุบันของเหรียญ TRX ที่ 0.28 ดอลลาร์ วอลุ่มรวมทั้งสัปดาห์จะอยู่ที่แค่ 43.68 ดอลลาร์ และเมื่อนำมาหารด้วย 7 วัน ก็จะได้ผลลัพธ์สุดช็อกที่ 6.24 ดอลลาร์ต่อวัน สำหรับแพลตฟอร์มที่กล้าอวยตัวเองว่า “ใหญ่ที่สุด”

ดูเหมือนว่าตัวโปรเจกต์ AINFT เองก็รู้ตัวดีถึงความซบเซานี้ จึงเริ่มเบนเข็มตีตัวออกห่างจากวงการ NFT และหันไปเกาะกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทน โดยมีการโปรโมตฟีเจอร์ใหม่ ๆ ออกมามากมาย

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถูกนำมาเป็นจุดขายคือ “BANK OF AI” ซึ่งอ้างว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับ AI Agents ในการใช้งานบนเครือข่าย TRON และ BNB Chain นอกจากนี้ยังมี “AINFT Nova” ที่โฆษณาว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับสร้าง AI Agent และสามารถออกโทเคนเฉพาะตัวควบคู่กันไปได้เลย แต่ทว่า… ฟีเจอร์ที่ฟังสวยหรูเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในกระดาษและ “ยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานจริง” แต่อย่างใด

ชะตากรรมเดียวกันนี้ยังเกิดกับโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ประกาศล่วงหน้ามาอย่างดิบดี ไม่ว่าจะเป็น “AINFT Agent Framework” (ระบบสำหรับ Multi-agent), “AINFT AgentTX” (เฟรมเวิร์กการเทรดที่ขับเคลื่อนด้วย AI) หรือแม้แต่ “AINFT Grid” (แพลตฟอร์มสำหรับการฝึกฝนและประยุกต์ใช้โมเดล AI แบบไร้ศูนย์กลาง) ที่ทั้งหมดนี้ยังคงไร้วี่แววการเปิดตัว

อย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวที่พวกเขาทำสำเร็จจนถึงตอนนี้ คือการฝังอินเทอร์เฟซแชตบอต (Chatbot) ลงไปในเว็บ ซึ่งอ้างว่าสามารถเชื่อมต่อกับโมเดล AI ชั้นนำอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google ได้

ความล้มเหลวในการส่งมอบผลงานสะท้อนออกมาในราคาของโทเคน AINFT (NFT) ที่ร่วงลงไปแล้วกว่า 25% (หนึ่งในสี่) ในช่วงปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinGecko ยิ่งไปกว่านั้น AINFT ยังมีชื่อเข้าไปพัวพันกับข้อพิพาททางกฎหมายระหว่าง เดวิด เกฟเฟน (David Geffen) ผู้บริหารสื่อยักษ์ใหญ่ และ จัสติน ซัน เกี่ยวกับการซื้อขายงานศิลปะหลายรายการ ซึ่งธุรกรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นในนามของมูลนิธิ APENFT Foundation ในอดีตอีกด้วย

ที่มา: protos


นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ “โปรเจกต์ขายฝัน” ในโลกคริปโต การแปะป้ายคำว่า “ที่สุด” ไม่ได้ช่วยอะไรเลยหากไม่มีคนเข้ามาใช้งานจริง การเปลี่ยนชื่อจาก APENFT มาเป็น AINFT แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการกระโดดเกาะเทรนด์ (จากยุค NFT บูม สู่ยุค AI บูม) แต่กลับล้มเหลวในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ ให้ทันเวลา ในมุมมองของการลงทุน การหลีกเลี่ยงโปรเจกต์ที่มีลักษณะแบบนี้ คือมีแต่การตลาดฉาบฉวยจากผู้ก่อตั้ง ไร้พื้นฐานการใช้งานจริงรองรับ และมีคดีความพัวพัน ถือเป็นกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่นักลงทุนทุกคนควรท่องจำไว้ให้ขึ้นใจ