bitkub-banner

SWIFT จับมือ BNY Mellon ทุ่มพัฒนาบล็อกเชนชำระเงินข้ามประเทศ สถาบันใหญ่เอาจริงกับโทเคนไนซ์แล้ว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • SWIFT จับมือ BNY Mellon พัฒนาระบบบัญชีแยกประเภทบนบล็อกเชนสำหรับการชำระเงินข้ามประเทศและสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคน
  • ความร่วมมือนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สถาบันการเงินระดับโลกยอมรับเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่างจริงจัง ต่อเนื่องจากกระแส tokenization ที่กำลังร้อนแรงในวงการวอลล์สตรีท
  • จับตาว่า SWIFT จะนำบล็อกเชนมาเชื่อมต่อกับระบบธนาคารกว่า 11,000 แห่งทั่วโลกได้จริงหรือไม่ และจะเร่งการนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่กระแสหลักได้มากแค่ไหน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ SWIFT ซึ่งเป็นเครือข่ายชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกเริ่มนำบล็อกเชนมาใช้งานจริงร่วมกับ BNY Mellon ถือเป็นการยืนยันความต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาว ส่งผลดีต่อการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลและโทเคนไนซ์โดยรวม แม้จะยังไม่กระทบราคาเหรียญใดเหรียญหนึ่งโดยตรงในทันที

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph SWIFT เครือข่ายโอนเงินระหว่างธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งเชื่อมต่อสถาบันการเงินกว่า 11,000 แห่งใน 200 ประเทศ ได้ประกาศความร่วมมือกับ BNY Mellon ธนาคารผู้ดูแลทรัพย์สินที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันออกแบบระบบบัญชีแยกประเภทบนบล็อกเชน (blockchain-based ledger) สำหรับรองรับการชำระเงินข้ามประเทศและสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคน (tokenized assets) ความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินระดับโลกกำลังเคลื่อนตัวจากการทดลองบล็อกเชนในห้องแล็บมาสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริงอย่างจริงจัง

SWIFT กับ BNY Mellon เลือกบล็อกเชนเพื่ออะไร

ระบบชำระเงินข้ามประเทศแบบดั้งเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมักมีปัญหาเรื่องความล่าช้า ค่าธรรมเนียมสูง และขาดความโปร่งใสในการติดตามธุรกรรม บล็อกเชนเข้ามาตอบโจทย์เหล่านี้ด้วยระบบบัญชีที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบได้ทุกฝ่าย และลดตัวกลางที่ไม่จำเป็นออกไป BNY Mellon ในฐานะธนาคารผู้ดูแลทรัพย์สินมูลค่ากว่า 50 ล้านล้านดอลลาร์ มีความต้องการระบบที่รองรับสินทรัพย์ในรูปแบบโทเคนได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งตรงกับทิศทางที่ SWIFT กำลังพัฒนาพอดี

นอกจากนี้ ความร่วมมือนี้ยังมาในจังหวะที่ตลาด tokenization กำลังร้อนแรง โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า NYSE กำลังดำเนินการด้าน tokenized equities ซึ่งนักวิเคราะห์จาก TD Securities มองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสถาบัน และ ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็เตรียมทดสอบบล็อกเชนสำหรับการชำระเงินระหว่างธนาคาร แสดงให้เห็นว่ากระแสการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในระบบการเงินหลักกำลังเร่งตัวขึ้นพร้อมกันในหลายแนวรบ

ผลกระทบต่อวงการคริปโตและโทเคนไนซ์

การที่ SWIFT เลือกนำบล็อกเชนมาพัฒนาระบบชำระเงินของตัวเองอาจดูเหมือนข่าวดีสำหรับวงการคริปโตในภาพรวม แต่ต้องทำความเข้าใจว่าโครงการของ SWIFT มักพัฒนาบนบล็อกเชนแบบ permissioned ซึ่งควบคุมโดยสถาบันการเงิน ไม่ใช่บล็อกเชนสาธารณะอย่าง Ethereum หรือ BNB Chain โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการนี้จะช่วยสร้างความคุ้นเคยกับแนวคิดบล็อกเชนในหมู่นักลงทุนสถาบัน และอาจเปิดประตูให้สินทรัพย์ดิจิทัลสาธารณะเชื่อมต่อกับระบบการเงินหลักได้ง่ายขึ้นในอนาคต

ในบริบทที่กว้างขึ้น ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสที่ Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan เรียกร้องให้มีกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมระหว่างธนาคารและบริษัทคริปโต รวมถึง กลุ่มธนาคารกดดันให้กำกับ stablecoin อย่างเข้มงวด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารแบบดั้งเดิมต้องการมีบทบาทในโลก tokenized finance มากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านการควบคุม การล็อบบี้ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองอย่างที่ SWIFT กำลังทำ

SWIFT ครองเครือข่ายขนาดมหึมา ถ้าบล็อกเชนสำเร็จ ผลกระทบจะมหาศาล

สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือขนาดของ SWIFT เครือข่ายนี้รองรับธุรกรรมมูลค่ามหาศาลทุกวัน เชื่อมต่อธนาคารและสถาบันการเงินเกือบทุกแห่งในโลก ถ้า SWIFT สามารถนำบล็อกเชนมาใช้งานจริงในระบบชำระเงินข้ามประเทศได้สำเร็จ มันจะเป็นการยืนยันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งว่าบล็อกเชนมีคุณค่าในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่แนวคิดในอุดมคติ และอาจกระตุ้นให้สถาบันอื่นๆ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตัวเองตามมา


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดีที่สุดของสัปดาห์นี้สำหรับคนที่เชื่อในอนาคตของ tokenization ถ้า SWIFT ซึ่งเป็น “ปลาใหญ่” ของระบบชำระเงินโลกหันมาจริงจังกับบล็อกเชน มันบอกว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่ buzz อีกต่อไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานจริง จุดที่ต้องจับตาต่อไปคือ SWIFT จะเลือกใช้บล็อกเชนสาธารณะหรือ permissioned และจะเปิดให้สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง stablecoin หรือ crypto assets เชื่อมต่อได้หรือเปล่า ถ้าเชื่อมได้จริง นั่นถึงจะเป็นเกมเปลี่ยนจริงๆ