bitkub-banner

4 AI ฟันธง Bitcoin ครึ่งปีหลัง 2026 หลัง Bitcoin พุ่งแตะ $74,779  

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคา Bitcoin ในช่วงเมษายน 2026 ซื้อขายอยู่ที่ $74,779 โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Dominance) สูงถึง 57% ท่ามกลางกระแสการวิเคราะห์ว่า วัฏจักร 4 ปีแบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วยปัจจัยมหภาคอย่างสภาพคล่องโลก (M2) และเงินทุนสถาบันผ่าน ETF
  • AI ชั้นนำทั้ง 4 ตัว (ChatGPT, Claude, Gemini, Grok) มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ช่วงครึ่งปีหลัง 2026 จะเป็นช่วง “ปรับฐานเพื่อไปต่อ” หรือการสะสมพลังครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายราคาสูงสุดที่อาจไปถึง $170,000 หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มลดดอกเบี้ย
  • ปัจจัยชี้ชะตาที่ AI ทุกตัวเห็นพ้องคือ “กระแสเงินลงทุน ETF” และ “สภาพคล่อง M2” ซึ่งกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ ที่ทรงอิทธิพลมากกว่าเหตุการณ์ Halving ในอดีต

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish 

แม้ AI บางตัวจะเตือนถึงช่วงพักฐานหรือการแกว่งตัวแบบไร้ทิศทางในระยะสั้น (Sideway) แต่ภาพรวมในครึ่งปีหลัง 2026 ยังคงมีน้ำหนักไปทางขาขึ้น เนื่องจากการสะสมของสถาบันผ่านกองทุน ETF และการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed จะเป็นตัวเปิดให้สภาพคล่องมหาศาลเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ Bitcoin ทะยานสู่เลข 6 หลักได้สำเร็จ

ในขณะที่โลกการเงินกำลังใกล้จะก้าวเข้าสู่ช่วงกลางปี 2026  ราคา Bitcoin ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ $74,779 หลังจากผ่านมรสุมความผันผวนในช่วงต้นปีมาอย่างหนักหน่วง หลายคนตั้งคำถามว่า วัฏจักร 4 ปีที่เคยศักดิ์สิทธิ์ยังคงใช้ได้ผลอยู่หรือไม่ ในยุคที่บิทคอยน์มีมูลค่าตลาดรวมกว่า $2.63 ล้านล้านดอลลาร์ 

ในบทความนี้ ทางสยามบล็อกเชนจึงได้ทำการทดสอบ ด้วยการนำโจทย์ชุดเดียวกันไปถาม “4 AI ปัญญาประดิษฐ์” ทั้ง ChatGPT, Claude, Gemini และ Grok เพื่อเจาะลึกว่าในช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค. – ธ.ค. 2026) Bitcoin สินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกจะมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด

ChatGPT

เป้าหมายราคา ต้นปีราคา Bitcoin เคยแกว่งในกรอบประมาณ $60,000 – $75,000  และมีแนวรับสำคัญแถว $60,000 ขณะที่แนวต้านอยู่โซน $72,000 –$75,000 

ChatGPT มองว่าวัฏจักรนี้ “ไม่ง่ายเหมือนอดีต” โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้

  1. Supply Shock จาก Halving เริ่มเห็นผล: ผลกระทบจากการลดรางวัลบล็อกในปี 2024 จะส่งผลเต็มที่ในช่วง 12-18 เดือนหลังเหตุการณ์ ซึ่งจะตรงกับช่วงครึ่งหลังปี 2026 พอดี
  2. อิทธิพลของสภาพคล่องโลก (M2): ทิศทางราคา Bitcoin จะขึ้นอยู่กับว่าสภาพคล่องในระบบขยายตัว หรือหดตัว หาก Fed ลดดอกเบี้ยจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้กับราคา Bitcoin
  3. Institutional Demand: ETF flows คือตัวขับเคลื่อนหลัก หากเงินลงทุนสถาบันกลับมาไหลเข้า จะเป็นแรงส่งให้เกิดปรากฏการณ์ที่ราคาสินทรัพย์ทางการเงินดีดตัวสูงขึ้นในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ ก่อนที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย 

ซึ่งสถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้คือ “ตลาดกำลังพักตัวเพื่อเลือกทาง” โดยเปรียบเสมือนการสะสมพลัง รอแรงผลักดันใหม่ ๆ ซึ่งผลลัพธ์จะออกได้ 2 กรณี หากสภาพคล่องในระบบกลับมาไหลเวียนดี และมีเงินทุนไหลเข้าผ่านกองทุน ETF อย่างต่อเนื่อง เราก็มีลุ้นจะได้เห็นการพุ่งทะยานรอบใหม่ในช่วงท้ายของวัฏจักร (Late-cycle rally) 

แต่ในทางกลับกัน ถ้าภาวะการเงินยังตึงตัวและเหล่านักลงทุนสถาบันยังเลือกที่จะนั่งทับมือไม่ยอมขยับ ตลาดก็มีโอกาสที่จะ Sideway ซึม ๆ หรือพักฐานยาวไปจนถึงสิ้นปี 2569 ได้เลย

Claude

เป้าหมายราคา: ช่วง Q3 (ก.ค.–ก.ย.) เป็นช่วงในการสะสมและทดสอบโซนของ Bitcoin ที่ระดับ $70,000–$85,000 แต่หากมีสัญญาณการลดดอกเบี้ยและความชัดเจนทางภูมิรัฐศาสตร์จะเปิดทางให้ราคา Bicoin พุ่งขึ้นทดสอบ $100,000–$120,000  ในช่วง Q4 

ส่วนกรณีดีที่สุด ตามที่กลุ่มสถาบันอย่าง JPMorgan, Standard Chartered และ Bernstein ที่มองบวก ต่างชี้เป้าหมายที่ $150,000–$170,000 สำหรับปลายปี 2026

โดย Claude วิเคราะห์ว่า ช่วง Q3 อาจจะมีการกดดัน แต่ Q4 จะเป็นเวลาของการพุ่งทะยาน

  1. ฐานราคาใหม่ที่ระดับ $69,000: หากสามารถรักษาแนวรับ Double-top เดิมจากปี 2021 ได้สำเร็จ จะเป็นการยืนยันว่า ตลาดพร้อมจะไปต่อในระดับราคาที่สูงขึ้น
  2. การเปลี่ยนขั้วใน Fed: มีการคาดการณ์ว่า ประธาน Fed คนใหม่จะเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง
  3. การเติบโตของสถาบัน: สัดส่วนการถือครอง ETF ของสถาบัน พุ่งแตะ 38% สะท้อนถึงความยั่งยืนของความต้องการซื้อมากกว่ารายย่อยในอดีต

Gemini

เป้าหมายราคา: ช่วงครึ่งปีหลังของ 2026 อาจอยู่ในช่วงการพักตัว หลังจากพุ่งขึ้นแรง ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์กรอบราคา Bitcoin เฉลี่ยไว้ที่  $120,000 – $170,000 ต่อ BTC โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ  $75,000 –  $80,000 

หากราคาหลุดจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในปลายปี 2025 สัญญาณทางเทคนิคอาจบ่งชี้ถึงการเข้าสู่ช่วงท้ายของตลาดกระทิงและเริ่มสะสมพลังสำหรับรอบถัดไป

Gemini เน้นย้ำเรื่องความเสถียรของ Bitcoin ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงซื้อที่มาจากสถาบัน

มุมมองจาก Gemini สะท้อนให้เห็นว่า Bitcoin ในปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเสถียรอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมีแรงซื้อจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เป็นฐานรากสำคัญที่ช่วยลดความผันผวนรุนแรงเหมือนในอดีตลง 

ช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเข้าสู่ช่วง Price Discovery Phase หรือการค้นหาราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการปรับฐานเพื่อหาจุดสมดุลใหม่ในระดับราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยโครงสร้างของ Bitcoin ที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่า 1% หลังการทำ Halving ยิ่งทำให้อุปทานมีความหายากขึ้นอย่างถาวร กลายเป็นแรงหนุนด้านปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด Bitcoin จะยิ่งถูกยกระดับสถานะให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ที่ผู้คนทั่วโลกเลือกใช้ควบคู่ไปกับทองคำในฐานะ “ทองคำดิจิทัล”

Grok 3

เป้าหมายราคา: Bitcoin กำลังพักฐานสะสมพลังอยู่ที่ระดับ 75,000-76,000 ดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญที่แข็งแกร่งในช่วง 70,000-75,000 ดอลลาร์

หาก Bitcoin สามารถทะลุแนวต้าน 77,500 ดอลลาร์ไปได้ จะเป็นการเปิดประตูสู่การพุ่งทะยาน ไปแตะระดับ 90,000 ถึง 120,000 ดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ถ้าไม่สามารถฝ่าไปได้ ก็อาจมีการย่อตัวลงไปทดสอบฐานเดิมที่ 60,000 ดอลลาร์ก่อน

Grok ระบุว่า สัญญาณบวกของบิตคอยน์ในเดือนเมษายน 2569 นี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการที่กระแสเงินทุนผ่าน ETF เริ่มกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากที่ซบเซาไปในช่วงต้นปี ซึ่งสะท้อนว่า สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ได้สิ้นสุดช่วงพักตัว และเริ่มกลับมาสะสมเหรียญเข้าพอร์ตอย่างจริงจัง 

แม้ว่าราคาจะมีการแยกตัว ออกจากสภาพคล่องโลก หรือค่าเงิน M2 ไปบ้างในช่วงสั้น ๆ แต่ด้วยสภาวะ Supply Shock หรือการขาดแคลนเหรียญจากการทำ Halving จะยังคงทำหน้าที่เป็นเกราะกำจัดอุปทานและช่วยประคองราคาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

ซึ่งในเชิงเทคนิค หากราคาพุ่งทะลุแนวต้านสำคัญที่ $77,500 ได้สำเร็จ จะถือเป็นสัญญาณ Breakout ครั้งใหญ่ที่เปิดทางให้บิทคอยน์ทะยานสู่ระดับราคา 6 หลัก หรือหลักแสนดอลลาร์ได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

เปรียบเทียบมุมมองของ 4 ปัญญาประดิษฐ์

เมื่อพิจารณาคำทำนายจาก AI ทั้งหมด จะพบความสอดคล้องที่น่าสนใจตรงที่ทุกตัวต่างให้น้ำหนักไปที่การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของตลาด 

ChatGPT และ Grok มองไปในทิศทางเดียวกันว่า อิทธิพลของ Halving แบบเดิมนั้นลดน้อยลง และราคา Bitcoin จะเคลื่อนไหวตามสภาพคล่องในระบบการเงินโลกเป็นหลัก 

ขณะที่ Claude และ Gemini จะเน้นไปที่บทบาทของนักลงทุนสถาบันผ่าน ETF ที่จะเข้ามาช่วยสร้างฐานราคาที่มั่นคง และลดแรงเทขายที่รุนแรงเหมือนวัฏจักรในอดีต 

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังถูกหยิบยกมาเป็นปัจจัยตัดสินชะตาในครึ่งปีหลัง 2026 เหมือนกัน โดยมองว่า หากมีการปรับลดดอกเบี้ยแม้เพียงครั้งเดียว จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้ Bitcoin กลับเข้าสู่โหมดขาขึ้นเต็มตัวอีกครั้ง

ในมิติของความต่าง ChatGPT จะค่อนข้างระมัดระวังเป็นพิเศษโดยมองว่า ตลาดอาจแกว่งตัวสะสมพลังยาวไปจนถึงปลายปีหากสภาพคล่องไม่เอื้ออำนวย 

ในขณะที่มุมมองของ Gemini และ Claude กลับมีความมั่นใจสูงเป็นพิเศษ โดยมองเป้าหมายราคาสูงสุดไว้ถึง $170,000 ซึ่งสะท้อนถึงการวิเคราะห์ว่า ภาวะเหรียญที่ขาดแคลน (Supply Shock) จะทำงานร่วมกับแรงซื้อจากยักษ์ใหญ่กำแพงเงินอย่าง BlackRock และ Morgan Stanley ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้เล่นหลักของระบบนิเวศนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ 

ส่วน Grok ให้มุมมองที่สมดุลกว่า โดยมองเห็นทั้งโอกาสจากการฟื้นตัวของเงินทุนที่ไหลเข้า (Inflow) และในขณะเดียวกันก็เตือนถึงความเสี่ยงที่ราคา Bitcoin เริ่มมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับดัชนีดอลลาร์ (DXY) อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนตามทิศทางค่าเงินโลกได้

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้


มุมมองผู้เขียน : การที่ราคาประคองตัวอยู่แถว $74,000 ได้ ท่ามกลางปัจจัยลบในช่วงต้นปี เป็นเครื่องยืนยันว่า ฐานที่สถาบันสร้างไว้นั้นแข็งแกร่งมาก 

และเมื่อไหร่ที่ Fed เริ่มขยับดอกเบี้ยลงเพียงครั้งเดียว อาจจะเกิดภาวะ FOMO ในระดับสถาบันที่รุนแรงกว่ารายย่อยหลายเท่า