สรุปข่าว
- บริษัท MicroStrategy กลับมาทวงแชมป์ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของโลกได้สำเร็จอีกครั้งด้วยยอดสะสมรวม 815,061 BTC ซึ่งเป็นการขยับขึ้นแซงหน้ากองทุนสปอตอีทีเอฟ IBIT ของ BlackRock เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2024
- การพลิกเกมในครั้งนี้เป็นผลมาจากการที่บริษัทเดินหน้ากว้านซื้อเหรียญเพิ่มกว่า 80,000 BTC ตลอดช่วงปี 2026 โดยฉวยโอกาสจากจังหวะที่ตลาดกำลังเผชิญกับการปรับฐานอย่างหนักเพื่อสะสมเหรียญต้นทุนต่ำผ่านกลยุทธ์ทางการเงินแบบมีเลเวอเรจ
- แม้กองทุน IBIT จะทำผลงานได้ดีด้วยการเติบโต 55% นับตั้งแต่เปิดตัว แต่ราคาหุ้นของ MicroStrategy กลับพุ่งทะยานสูงถึง 250% ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างการบริหารจัดการเงินทุนเชิงรุกของบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าการถือครองผ่านกองทุนแบบตั้งรับได้อย่างชัดเจน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์สะสม Bitcoin และเร่งเครื่องเข้าช้อนซื้ออย่างดุดันในช่วงที่ตลาดกำลังซบเซาถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนมาและสร้างฐานแนวรับที่มั่นคงให้กับตลาดในระยะยาว
การแข่งขันชิงตำแหน่งราชาผู้ถือครอง Bitcoin กลับมาดุเดือดอีกครั้ง เมื่อ MicroStrategy หรือ MSTR สามารถพลิกกลับมาแซงหน้ากองทุน iShares Bitcoin Trust หรือ IBIT ของ BlackRock ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2024

บริษัทมหาชนที่เป็นผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้เพิ่งจะประกาศการเข้ากว้านซื้อเหรียญครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์ของบริษัท โดยกวาดเหรียญเพิ่มมาอีก 34,164 BTC ส่งผลให้ยอดครอบครองสุทธิพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 815,061 BTC เป็นที่เรียบร้อย
เมื่อหันมามองทางฝั่งคู่แข่งอย่างกองทุน IBIT ปัจจุบันมีตัวเลขถือครองอยู่ที่ 802,824 BTC ซึ่งทำให้ MicroStrategy นำห่างอยู่ราว 12,000 BTC แม้ว่าตัวเลขส่วนต่างนี้อาจจะดูไม่ได้มหาศาลนักเมื่อเทียบกับสัดส่วนโดยรวม แต่มันก็มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ IBIT ที่เคยสร้างสถิติเป็นกองทุน ETF ที่กวาดสินทรัพย์ทะลุ 70,000 ล้านดอลลาร์ได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของ BlackRock อีกด้วย
ย้อนกลับไปในช่วงต้นไตรมาสแรกของปี 2024 MicroStrategy มีเหรียญอยู่ในมือ 189,150 BTC ก่อนที่จะถูก IBIT เร่งเครื่องแซงหน้าไปในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ด้วยจำนวนเหรียญราว 273,000 BTC เทียบกับ 214,400 BTC ของฝั่งบริษัท ซึ่งกองทุนของ BlackRock ก็สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำมาได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถูกทวงแชมป์คืนในวันนี้
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือการลงทุนทั้งสองรูปแบบนี้มีโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง MicroStrategy เป็นบริษัทที่ใช้กลยุทธ์วิศวกรรมทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุน การออกหุ้นกู้แปลงสภาพ และการออกตราสารทุนบุริมสิทธิชนิดไม่มีกำหนดไถ่ถอน เพื่อนำเงินมาสะสม Bitcoin แบบมีเลเวอเรจ ในขณะที่ IBIT เป็นเพียงกองทุนสปอตอีทีเอฟที่ออกแบบมาเพื่อติดตามราคาของ Bitcoin แบบตั้งรับ ซึ่งเปิดให้นักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเลเวอเรจหรือความเสี่ยงจากผลประกอบการขององค์กร
ความแตกต่างนี้สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านผลตอบแทน กองทุน IBIT ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 55% นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในเดือนมกราคม 2024 ขณะที่ราคาหุ้นของ MicroStrategy กลับพุ่งทะยานทะลุ 250% ซึ่งเป็นผลพวงมาจากโครงสร้างการลงทุนแบบใช้เลเวอเรจที่ช่วยดันกำไรให้สูงขึ้น
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการที่ MicroStrategy ตัดสินใจเหยียบคันเร่งเข้าช้อนซื้ออย่างหนักหน่วงในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคา Bitcoin ร่วงลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทสามารถสะสมเหรียญเข้าพอร์ตเพิ่มได้ถึงเกือบ 80,000 BTC ภายในปี 2026 นี้เพียงปีเดียว
เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จคือการออกตราสารทุนบุริมสิทธิ หรือ STRC ซึ่งกลายเป็นแหล่งเงินทุนชั้นยอดที่สามารถขยายขนาดได้ตามต้องการ และเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่บริษัทใช้กว้านซื้อเหรียญในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่ฝั่งของ IBIT มีปริมาณการถือครองเหรียญที่ค่อนข้างทรงตัวและมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการที่ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าความเคลื่อนไหวของ MicroStrategy รอบนี้คือการพิสูจน์ให้เห็นถึงความได้เปรียบของการใช้โครงสร้างบริษัทในการถือครอง Bitcoin ครับ ในขณะที่กองทุน ETF ต้องรอให้รายย่อยนำเงินมาซื้อกองทุนถึงจะไปซื้อเหรียญเพิ่มได้ แต่ Michael Saylor สามารถเสกเงินทุนผ่านตลาดตราสารหนี้และตราสารทุนเพื่อไปกวาดของถูกในช่วงที่ตลาดกำลังหวาดกลัวได้ทันที การใช้ท่ายากทางการเงินแบบนี้แม้จะมีความเสี่ยงสูงเวลาราคาลงหนักๆ แต่มันก็ทำให้นักลงทุนใน MSTR ได้ผลตอบแทนที่ทิ้งห่างการซื้อ ETF ธรรมดาไปไกลลิบเลยครับ
