bitkub-banner

สรุปประชุม FOMC ครั้งประวัติศาสตร์ “พาวเวลล์” อาจนั่งบอร์ดต่อถึงปี 2028 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% แต่เกิดปรากฏการณ์เสียงแตกอย่างรุนแรง 4:8 เสียง ซึ่งเป็นการคัดค้านที่มากที่สุดในรอบ 33 ปี โดยแบ่งเป็น 3 ขั้ว
  • Powell ประกาศว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกบอร์ดบริหาร ซึ่งอยู่ต่อได้ถึงปี 2028 โดยอ้างว่าต้องการอยู่รอดูคดีสอบสวนของ DOJ ให้จบ
  • ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ต้องเข้ามารับเผือกร้อนในเดือนมิถุนายน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาน้ำมันแพงและเงินเฟ้อเร่งตัว อีกทั้งยังต้องทำงานร่วมกับ Powell ต่อ

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

การประชุม FOMC ทิ้งทวนวาระประธานเฟดของ Jerome Powell ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 33 ปี เมื่อมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% มาพร้อมกับรอยร้าวภายในบอร์ดบริหารที่มีผู้โหวตคัดค้านถึง 4 เสียง สะท้อนภาพความขัดแย้งสุดขั้วในการจัดการปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ไฮไลต์ที่สร้างความตกตะลึงที่สุดคือการที่ Powell ปฏิเสธธรรมเนียมปฏิบัติ โดยยืนกรานที่จะไม่ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเฟด สถานการณ์นี้ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินในอนาคตเต็มไปด้วยความอึมครึม และส่งผลให้ Kevin Warsh ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ต้องตกที่นั่งลำบากในการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แรงกดดันจาก Powell

ปิดฉากวาระอย่างเซอร์ไพรส เมื่อการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ในฐานะประธานเฟดที่เพิ่งจบลงเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่การกล่าวอำลาตำแหน่งแบบเงียบ ๆ อย่างที่หลายคนคาดคิด แต่เขากลับเลือกที่จะทิ้งทวนด้วยแถลงการณ์ชุดใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งตลาดการเงินโลก 

บทความนี้จะสรุปทุกประเด็นสำคัญจากการประชุมประวัติศาสตร์ครั้งนี้ พร้อมเจาะลึกว่าทำไมการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของพาวเวลล์ ถึงได้กลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลให้กับทิศทางเศรษฐกิจหลังจากนี้ 

เฟดแบ่งขั้วรุนแรง ครั้งแรกในรอบ 33 ปี

การประชุมในครั้งนี้ได้ข้อสรุปออกมาว่า เฟดจะยังคงทำการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ตามคาด แต่สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือการที่เฟดไม่ได้มีการโหวตแบบเอกฉันท์เหมือนที่แล้วมาแต่มีฝ่ายเห็นต่างมากถึง 4:8 เสียงที่อยากจะให้มีการลดอัตราดอกเบี้ย

ที่สำคัญไปกว่านั้น การเห็นต่างของเฟดยังไม่ใช่การแบ่งเป็น 2 ฝั่ง แต่เป็น 3 ฝั่ง ได้แก่ฝั่งที่ไม่อยากให้ตลาดตีว่าเฟดอาจมีการลดดอกเบี้ยในอนาคตส่งสัญญาณสาย Hawkish ตามด้วยฝั่งที่เลือกเป็นกลางของดูสถานการณ์ก่อน และฝั่งเชียร์ลดดอกเบี้ยสุดขั้วอย่างตัวของ Stephen Miran

การที่มีจำนวนผู้คัดค้านสูงสุดถึง 4 คน เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 1992 หรือ มากกว่า 33 ปี ทำให้ประชุมครั้งนี้ถูกเรียกว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่เฟดมีเสียงแตกแบบสุดขั้ว

พาวเวลล์ไม่ยอมออก

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของการที่ Jerome Powell ตัดสินใจไม่ยอมลงจากตำแหน่งผู้ว่าการของเฟด ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติต่อกันมาและไม่มีใครทำกันมานานแล้ว

สิ่งนี้หมายความว่า แม้จะลงจากตำแหน่งประธาน Powell ก็ยังคงเป็นสมาชิกของเฟดไปได้ถึงปี 2028 และมีสิทธิออกเสียงเท่ากัน ทำให้ผู้ที่จะมารับช่วงต่อไปจะทำงานลำบากมากขึ้นเพราะเสี่ยงต่อการถูกค้าน แถมยังมีประเด็นเรื่อง “ประธานเงา” ถูกหยิบยกมาพูดถึงว่าพาวเวลล์จะใช้โอกาสนี้ควบคุมเฟดอยู่เบื้องหลังหรือไม่

Powell ให้เหตุผลในความเคลื่อนไหวของเขาว่าที่ไม่ยอมออกเพราะเขาต้องการอยู่รอดูข้อสรุปของ “กระบวนการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม” ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับโครงการรีโนเวทอาคาร Fed จนกว่าคดีนี้จะโปร่งใสเด็ดขาด และตัวเขาจะขอลาออกเองเมื่อเวลาเห็นสมควร

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่า นอกเหนือจากเรื่องคดีความแล้ว การที่ตัวของ Powell ไม่ยอมออกจากบอร์ดยังเป็นความพยายามของเขาที่จะไม่ให้เกิดช่องว่างในเฟด เพราะถ้าหากตัวเขาลาออกจะทำให้ทรัมป์สามารถนำคนของเขาเข้ามาแทนที่ได้ซึ่งจะทำให้เฟดเริ่มสูญเสียความเป็นกลางและลบล้างสิ่งที่ Powell ต่อสู้มาโดยตลอด

ทิศทางของเฟดถัดจากนี้

ปัจจุบันเฟดยังอยู่ในโหมดรอข้อมูลชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่ง และเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น นั่นจึงทำให้ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณลดดอกเบี้ย ส่วนโอกาสขึ้นดอกเบี้ยก็ยังต่ำ แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เลยหากสถานการณ์แย่ลง

ในมุมมองเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เฟดมองว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวแต่การจ้างงานชะลอตัวลงส่วนปัญหาหลักที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อมาจากราคาน้ำมัน ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายภาษีนำเข้าก็ใกล้ที่จะแตะจุดสูงสุดแล้ว ทำให้ถัดจากนี้ผลกระทบจากภาษีอาจจะทุเลาลงบ้างแต่ตลาดก็ยังน่าเป็นห่วงและต้องจับตา

สำหรับงานประชุมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย. 2569 ​โดยคาดว่าจะเป็นการประชุมแรกภายใต้การนำของประธานคนใหม่อย่าง Kevin Warsh ที่กำลังตกที่นั่งลำบากเพราะนอกจากจะต้องทำงานต่อร่วมกับ Powell แล้ว เขายังเคยมีความคิดที่จะเปลี่ยนระบอบของเฟดที่รุนแรงซึ่งยิ่งทำให้ตัวของเขาถูกจับตา และอาจกลายเป็นประธานเฟดที่มีอำนาจน้อยที่สุดคนหนึ่ง


มุมมองผู้เขียน : ถัดจากนี้ Kevin Warsh จะต้องเตรียมตัวรับมือกับสภาวะสุญญากาศทางอำนาจ เป็นการรับตำแหน่งในจังหวะที่แย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทรัมป์เผชิญกับเงินเฟ้อที่ยังไม่สงบ และทำงานกับ Powell ต่อ หาก Warsh เสนอนโยบายที่แข็งกร้าวเกินไป เขาอาจถูกบอร์ดฝั่ง Powell โหวตคว่ำได้ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ประธานเฟดถูกโหวตแพ้ในที่ประชุม จะถือเป็นวิกฤตศรัทธาของระบบการเงินสหรัฐฯ อย่างไม่เคยได้เห็นกันในยุคสมัยใหม่