bitkub-banner

สหรัฐฯ อายัดคริปโตเชื่อมอิหร่าน $344 ล้าน Tether ช่วยแช่แข็ง USDT บน Tron

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Economic Fury” อายัดสินทรัพย์คริปโตมูลค่า $344 ล้านที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่าน
  • Tether แช่แข็ง USDT มูลค่า $344 ล้านใน 2 กระเป๋าเงินบนเครือข่าย Tron ตามคำสั่งของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศสหรัฐฯ (OFAC) ถือเป็นการแช่แข็งคริปโตเชื่อมอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
  • รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent เผยเพิ่มเติมว่าท่าขนส่งน้ำมันหลักของอิหร่านกำลังเต็มความจุ คาดสร้างความเสียหายรายได้น้ำมันเพิ่มอีก $170 ล้านต่อวัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

การอายัดครั้งนี้มุ่งเป้าเฉพาะสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่าน ไม่ได้กระทบตลาดคริปโตโดยรวมโดยตรง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในการติดตามและอายัดสินทรัพย์คริปโตระดับรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวได้

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Scott Bessent ประกาศว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้อายัดสินทรัพย์คริปโตมูลค่ากว่า $344 ล้านที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า “Operation Economic Fury” ซึ่งมีเป้าหมายตัดช่องทางการเงินของอิหร่านอย่างเป็นระบบ โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศสหรัฐฯ (OFAC) ได้คว่ำบาตรกระเป๋าเงินหลายใบที่เชื่อมโยงกับกรุงเตหะราน และ Tether บริษัทผู้ออก USDT ได้ดำเนินการแช่แข็ง USDT มูลค่าดังกล่าวใน 2 กระเป๋าเงินบนเครือข่าย Tron ตามคำสั่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหรัฐฯ

ปฏิบัติการ Economic Fury คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ปฏิบัติการ Economic Fury เป็นแคมเปญของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่มุ่งตัดสายป่านทางการเงินของรัฐบาลอิหร่านอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งรายได้จากน้ำมันและสินทรัพย์ดิจิทัล ในกรณีของคริปโต OFAC พบหลักฐานว่ากระเป๋าเงินที่ถูกแช่แข็งมีการทำธุรกรรมกับกระดานเทรดสัญชาติอิหร่าน รวมถึงมีการโอนเงินผ่านกระเป๋าเงินกลางที่เชื่อมโยงกับธนาคารกลางอิหร่านด้วย ทำให้การแช่แข็งครั้งนี้ถูกยืนยันว่าเป็นการแช่แข็งคริปโตที่เชื่อมโยงกับอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้น

Tether ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ว่าได้ดำเนินการแช่แข็ง USDT ดังกล่าวหลังได้รับข้อมูลจากหลายหน่วยงานของสหรัฐฯ เกี่ยวกับกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ออก Stablecoin รายใหญ่สามารถทำหน้าที่เป็นแขนขาของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แรงกดดันด้านน้ำมันซ้ำเติมอิหร่านหนักขึ้น

นอกจากการอายัดคริปโต รัฐมนตรีคลัง Bessent ยังออกมาเตือนเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่าท่าขนส่งน้ำมันหลักของอิหร่านที่เกาะ Kharg กำลังจะเต็มความจุแล้ว ซึ่งจะบังคับให้รัฐบาลอิหร่านต้องลดกำลังการผลิตน้ำมัน สร้างความเสียหายเพิ่มเติมราว $170 ล้านต่อวัน และอาจก่อความเสียหายถาวรต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่านในระยะยาว โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าได้ขัดขวางรายได้น้ำมันของอิหร่านไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา

นัยสำคัญต่อวงการคริปโตและกฎระเบียบระหว่างประเทศ

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีความสามารถในการติดตาม อายัด และระงับการใช้งานสินทรัพย์คริปโตในระดับรัฐได้จริง แม้ว่าคริปโตจะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ยากต่อการตรวจสอบ แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความโปร่งใสของบล็อกเชนร่วมกับความร่วมมือของผู้ออก Stablecoin อย่าง Tether ทำให้การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Tether ในฐานะตัวกลางที่รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถพึ่งพาเพื่อบังคับใช้กฎหมายได้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าปฏิบัติการนี้น่าสนใจมากในแง่ของการใช้บล็อกเชนเป็นเครื่องมือในการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร เพราะแสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์คริปโตนั้น “โปร่งใส” มากพอที่จะถูกติดตามได้ หากฝ่ายรัฐบาลมีทรัพยากรและข้อมูลเพียงพอ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือ อิหร่านจะปรับกลยุทธ์การใช้คริปโตหลีกเลี่ยงการตรวจจับอย่างไร และสหรัฐฯ จะยกระดับความร่วมมือกับผู้ออก Stablecoin รายอื่นหรือไม่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็หมายความว่าโลกคริปโตจะกลายเป็นแขนขาของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีสำหรับภาพลักษณ์ของการกระจายอำนาจ

ที่มา: @KobeissiLetter

เครดิตภาพจาก @TheSmart_M0ney