bitkub-banner

Bitcoin พุ่งพ้นระดับต้นทุนการผลิต นักวิเคราะห์ชี้ จุดต่ำสุดผ่านไปแล้ว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • JPMorgan Chase ประเมินต้นทุนการผลิต Bitcoin เฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ราว $77,000 ต่อเหรียญ โดย Hashprice อยู่ที่ $34.05/PH/s/day ซึ่งกำลังกดดันกระแสเงินสดของนักขุดหลายราย ขณะที่ราคา Bitcoin ฟื้นกลับมายืนเหนือระดับนี้ได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน
  • Willy Woo ระบุว่าหาก Bitcoin สามารถยืนเหนือ $79,000 ได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณสิ้นสุดแนวโน้มขาลงตามข้อมูลในอดีต โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือราคาต้อง “ทะลุ Cost Basis ของนักลงทุนระยะสั้นอย่างชัดเจน”
  • รายงานจาก Coinbase Institutional และ Glassnode ระบุว่านักลงทุนเริ่มกลับมามีกำไรอีกครั้ง ขณะเดียวกันนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นได้ทยอยออกจากตลาดไปแล้ว เหลือแต่นักลงทุนระยะยาว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
ราคาที่ยืนเหนือโซนต้นทุนการผลิต ประกอบกับสัญญาณ On-chain ที่ฟื้นตัว สะท้อนโมเมนตัมเชิงบวกของตลาด แต่ยังต้องระวังแรงขายในโซน $79,000–$80,000 และปัจจัยทางเศรษฐกิจมหาภาคที่อาจกดดันราคา

Bitcoin ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ JPMorgan Chase ประเมินไว้ที่ราว $77,000 หลังจากเคยปรับตัวลงไปทดสอบโซนดังกล่าวในช่วงต้นไตรมาสแรก สัญญาณ On-chain หลายตัว รวมถึงพฤติกรรมของนักขุดเริ่มสะท้อนว่าตลาดอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเตือนให้จับตาโซน $79,000–$80,000 ซึ่งเป็นบริเวณที่แรงขายจากเจ้ามืออาจกลับมากดดันราคา

ต้นทุนการผลิต Bitcoin ในปี 2026 อยู่ที่เท่าไร?

ข้อมูลในอุตสาหกรรมชี้ว่าต้นทุนการผลิต Bitcoin เฉลี่ยในช่วงต้นปี 2026 อยู่ที่ประมาณ $77,000 โดยเป็นการคำนวณจากค่าไฟฟ้าเป็นหลัก ขณะที่โมเดลที่รวมค่าลงทุนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาจสูงเกิน $100,000 ต่อเหรียญ ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่องขุดและต้นทุนพลังงานของแต่ละผู้ขุด

เมื่อราคาต่ำกว่าจุดคุ้มทุนของนักขุดมักจะเกิดแรงขายเพื่อระบายเหรียญมาชดเชยต้นทุน ซึ่งสร้างแรงกดดันขาลงเพิ่มเติม แต่เมื่อราคากลับมายืนเหนือระดับดังกล่าว แรงขายจากฝั่ง Miner จะเริ่มลดลง ส่งผลให้โครงสร้างอุปทานมีเสถียรภาพมากขึ้น

Hash Ribbons และสัญญาณ On-chain บอกอะไร?

Bitcoin Hash Ribbons เพิ่งกลับมาให้สัญญาณซื้ออีกครั้ง โดยอินดิเคเตอร์นี้ใช้วัด “ภาวะตึงตัวของนักขุด” ผ่านการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย Hashrate ระยะสั้น (30 วัน) กับระยะยาว (60 วัน) เมื่อ Hashrate เริ่มฟื้นตัวหลังจากอ่อนแรง มักสะท้อนว่าช่วงที่นักขุดต้องยอมขายเหรียญหรือปิดเครื่องกำลังสิ้นสุดลง ซึ่งในอดีตมักเกิดใกล้จุดต่ำสุดของตลาด

อย่างไรก็ตาม Darkfost เตือนว่าสัญญาณนี้ไม่ได้แม่นยำเสมอไป เพราะเคยเกิดสัญญาณหลอกมาแล้วในบางช่วง เช่นเหตุพายุน้ำแข็งในสหรัฐฯ และช่วง China Mining Ban 2021 ที่ทำให้ Hashrate ผันผวนจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยตลาดจริง

Willy Woo ชี้  3 สัญญาณที่ต้องเห็นพร้อมกัน

Willy Woo ระบุว่าการสิ้นสุด Bear Market มักเกิดเมื่อ 3 ปัจจัยสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ ราคาทะลุ Cost Basis ของนักลงทุนระยะสั้น, Sentiment เปลี่ยนจากความหวังเป็นแรงซื้อจริง และ Cost Basis กลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยเขามองว่าโซน $79,000 เป็นระดับสำคัญที่ต้องรักษาไว้

ด้าน Coinbase Institutional และ Glassnode รายงานว่าภาพรวมของนักลงทุนเริ่มกลับมามีกำไรอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายน พร้อมทั้งมีข้อมูลที่สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังมองว่า Bitcoin มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น


ภาพรวมข้อมูล On-chain ในช่วงนี้ถือว่าแข็งแรงขึ้นอย่างชัดเจนในรอบหลายเดือน การที่ Bitcoin ฟื้นตัวเหนือระดับต้นทุนการผลิต ขณะที่ Hash Ribbons ส่งสัญญาณเชิงบวก และภาพกำไรของนักลงทุนกลับมาเป็นบวก สะท้อนแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน ผู้เขียนมองว่าโซน $77,000–$79,000 เป็นระดับสำคัญในปัจจุบัน หากราคาสามารถยืนเหนือโซนนี้และทะลุ $80,000 ด้วยแรงซื้อที่ชัดเจน จะช่วยยืนยันว่าตลาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่หากราคาร่วงกลับต่ำกว่า $75,000 อีกครั้ง ภาพรวมก็อาจต้องกลับมาประเมินใหม่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: