bitkub-banner

เจาะบทวิเคราะห์ : อดีตผู้บริหาร Goldman Sachs เตือน 2 ปีข้างหน้าทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไป

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ในอนาคตเทคโนโลยี AI และคริปโตจะทำงานสอดประสานกันเพื่อทลายโครงสร้างดั้งเดิม องค์กรต่างๆ จะใช้พนักงานน้อยลงแต่ขยายสเกลได้มหาศาลด้วย AI
  • การปกครองแบบรัฐชาติจะลดความสำคัญลง และเปลี่ยนไปสู่ยุคของนครรัฐ โลกจะตกสู่ความโกลาหลรุนแรงก่อนจะก้าวสู่ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่คนโหยหาการใช้ชีวิต
  • ทางรอดเดียวคือมนุษย์ต้องหันไปให้คุณค่ากับ ประสบการณ์และการมีชีวิต และผันตัวเป็นผู้ประกอบการที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ตามแพสชันของตนเอง

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ในรายการสัมภาษณ์บน YouTube ของ Raoul Pal ที่ร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง Peter Diamandis และ Salim Ismail ได้เปิดเผยมุมมองว่า โลกในอีก 2 ปีข้างหน้ากำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดผ่านจุดตัดของเศรษฐกิจมหภาค คริปโต และ AI การพุ่งทะยานของเทคโนโลยีจะทำให้สถาบันรวมศูนย์แบบเดิมล่มสลายลง องค์กรธุรกิจที่ใช้พนักงานมนุษย์น้อยลงและรัฐชาติที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบนครรัฐ อย่างไรก็ตาม ในช่วงรอยต่อนี้ โลกจะเผชิญกับความโกลาหลทางสังคมจากการตกงานของแรงงานทักษะสูงจนรัฐบาลต้องงัดมาตรการแจกเงิน UBI มาแก้ปัญหาซึ่งจะแลกมาด้วยเงินเฟ้อที่รุนแรง ทางรอดเดียวของผู้คนในยุคนี้คือการปรับมายด์เซ็ต เลิกหวังพึ่งพาระบบการจ้างงานแบบเดิม แล้วเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้ประกอบการที่รู้จักประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง

Raoul Pal อดีตผู้บริหารของ Goldman Sachs เมื่อไม่นานมานี้ได้มีจัดรายการในช่องยูทูปของเขา โดยคลิปที่จะมาพูดถึงกันในวันนี้จะมีหัวข้อว่า “ในอีก 2 ปีข้างหน้า ทุกอย่างในโลกกำลังจะเปลี่ยนไป” ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก 

การสนทนาในวิดีโอนี้เป็นการเจาะลึกวิสัยทัศน์ของ Peter Diamandis และ Salim Ismail เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดที่กำลังจะเกิดขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยสามารถสรุปรายละเอียดเชิงลึกได้ 8 ประเด็นดังนี้

1.คริปโตคือ 1 ใน 3 แกนหลักของโลกยุคใหม่ 

Raoul Pal ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า โลกอนาคตคือ การทำความเข้าใจจุดตัดระหว่าง 3 สิ่งหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจมหภาค, คริปโต และยุคแห่งเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะทำงานสอดประสานและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.จุดจบของสถาบันแบบรวมศูนย์ และการก้าวสู่ระบบกระจายอำนาจ 

พวกเขาต่างมองว่า เทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปเร็วกว่าที่โครงสร้างพื้นฐานและสถาบันในปัจจุบันจะรับมือได้ องค์กรแบบเดิมที่เป็นศูนย์รวมอำนาจ เช่น ระบบสาธารณสุข สื่อมวลชน ระบบกฎหมาย หรือแม้แต่รูปแบบบริษัทในอดีต กำลังจะพังทลายลง

Salim Ismail ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันต้นทุนการทำธุรกรรมภายนอกบริษัทนั้นถูกกว่าภายในบริษัทแล้วขัดกับทฤษฎีแบบเดิม หมายความว่ารูปแบบองค์กรในอนาคตจะต้องเป็น การกระจายอำนาจและใช้ AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ในการประสานงาน โดยในอนาคตบริษัทจะใช้คนเพียง 25% จากเดิม แต่กลับขยายขนาดได้ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่าด้วยการใช้ AI เข้ามาจัดการโครงสร้าง 

3. ความโกลาหล และการทำ UBI

หลายคนคงอาจจะได้ยิน Elon Musk พูดว่า มนุษย์ในอนาคตจะร่ำรวยโดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญในรายการก็ต่างมองว่าอาจเป็นเรื่องจริง เพราะโลกจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความสมบูรณ์ ทว่าในช่วงเปลี่ยนผ่าน 6-10 ปีถัดจากนี้โลกจะต้องเผชิญหน้ากับความไม่สงบทางสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุหลักของความโกลาหลจะมาจากการตกงานของกลุ่มคนทำงานสายความรู้   และความหวาดกลัวที่ถูกกระพือโดยสื่อที่มักวาดภาพ AI ในแง่ร้าย

ดังนั้นเพื่อป้องกันความวุ่นวาย รัฐบาลอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอัดฉีดเงินแจกประชาชน หรือ ทำรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) ซึ่งจะตามมาด้วยปัญหาหนี้สินและเงินเฟ้ออย่างรุนแรง

4. การสิ้นรัฐชาติ สู่การกลับเป็นนครรัฐ

ในอนาคตหลังจากนี้รัฐชาติอาจกำลังเดินทางมาถึงจุดจบ เพราะชาติถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการหวงแหนทรัพยากรที่มีจำกัด แต่เมื่อเทคโนโลยีสร้างความอุดมสมบูรณ์ เช่น พลังงานสะอาดที่มีใช้เพียงพอ ความจำเป็นของรัฐชาติจะลดลง และรูปแบบการปกครองจะเปลี่ยนเป็น นครรัฐ ที่พึ่งพาตัวเองได้ เช่น ดูไบ หรือสิงคโปร์แทน

ทางด้านมหาอำนาจเก่า สหรัฐฯและจีนจะยังคงเป็นผู้เล่นหลักในเกมเศรษฐกิจและยังคงแข่งขันอย่างไม่หยุดหย่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI เพราะหากหยุด หมายถึงการยอมยกความได้เปรียบทั้งหมดให้อีกฝ่าย ขณะเดียวกันยุโรปจะไม่ได้เป็นผู้นำเทคโนโลยีอีกต่อไปแต่จะกลายเป็นศูนย์กลางด้าน “ประสบการณ์และการใช้ชีวิต” หรือก็คือกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจับจ่ายของคนทั่วโลก 

ทั้งนี้ อินเดีย จะกลายมาเป็นมหาอำนาจใหม่แทนที่จีนหลังจากนี้เมื่อเทคโนโลยีพร้อม เพราะประชากรวัยรุ่นของพวกเขามีมากกว่า ขาดแค่เพียงการยกระดับการศึกษาและสาธารณสุขด้วย AI อินเดียก็จะหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างรวดเร็ว

5. มูลค่าของ “การมีชีวิต” จะพุ่งสูง

เมื่อ AI และหุ่นยนต์เข้ามาทำงานพื้นฐาน ทำงานซ้ำๆ แทนคน มนุษย์จะหันไปโฟกัสที่ การมีชีวิตและความรู้สึกทางอารมณ์มากขึ้น อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เช่น งานสัมมนา การท่องเที่ยว การทำอาหาร ศิลปะ และกีฬา จะมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะยิ่งโลกกลายเป็นดิจิทัลมากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งโหยหาการเชื่อมต่อแบบเจอหน้ากันมากเท่านั้น

6. ปรากฏการณ์การแยกสายพันธุ์มนุษย์

ในอนาคตมนุษยชาติจะแตกแขนงออกเป็นหลายกลุ่มอย่างชัดเจนตามการรับมือกับเทคโนโลยีของแต่ละบุคคล ซึ่งจะค่อยๆ ทวีความสุดขั้วไปเรื่อยๆ เช่น

  • กลุ่มผู้สร้างสรรค์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างอนาคต กับ กลุ่มผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตไปกับการเสพสื่ออย่างเดียว
  • กลุ่มที่ต้องการใช้เทคโนโลยียืดอายุขัย กับกลุ่มคนที่พอใจกับอายุขัยตามธรรมชาติแบบเดิม
  • กลุ่มคนที่พร้อมเชื่อมโยงสมองเข้ากับระบบคลาวด์ หรือแม้แต่อัปโหลดจิตสำนึกตัวเองไปสู่โลกดิจิทัล กับกลุ่มที่ปฏิเสธเทคโนโลยี
  • กลุ่มคนที่อยู่บนโลก และกลุ่มที่เดินทางไปตั้งรกรากในระบบสุริยะ 

7. Apex creature สุดยอดสิ่งมีชีวิตถือกำเนิด

สำหรับคนในวงการคริปโตเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจถูกเรียกได้ว่าเป็นภัยคุกคามสูงสุดของ Bitcoin แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้แล้วพวกเขาได้มองข้ามช็อตไปยังสิ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่านั่นคือ การถือกำเนิดของสุดยอดสิ่งมีชีวิตจักรกล

วันหนึ่งในอนาคต AI จะไม่ได้หยุดแค่ในหน้าจอ แต่มันจะเริ่มก้าวไปสู่การแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ทำให้เกิดการค้นพบใหม่ๆ ระดับโลก

แต่สิ่งที่น่ากลัวและน่าตื่นเต้นที่สุดคือ เมื่อเรานำความฉลาดระดับ AGI ไปใส่ในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เราจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ฉลาด แข็งแรง และเร็วกว่ามนุษย์

และถ้าเรานำ AGI ไปควบรวมกับ คอมพิวเตอร์ควอนตัม มันจะเกิดเป็น ASI ที่ฉลาดล้ำลึกกว่าสิ่งใดๆ ที่เคยปรากฏมาเป็นล้านเท่า

8. ทางรอดเดียวในอนาคตอันโหดร้าย

เหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งสามระบุว่า วิถีชีวิตแบบเดิมที่ว่าเรียนให้จบแล้วหางานทำนั้นได้ตายไปแล้ว ทางรอดเดียวของคนยุคใหม่คือการที่ต้องมี “กรอบความคิดที่ถูกต้อง” กล่าวคือ มนุษย์จะต้องมีความอยากรู้อยากเห็น, มีความยืดหยุ่น และมีเป้าหมายชีวิต ชัดเจน ทุกคนต้องมองว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่มาทำร้ายเรา แต่เป็นเครื่องมือที่มีไว้เพื่อสนับสนุนเรา

ดังนั้น อาชีพแห่งอนาคตคือ การเป็นผู้ประกอบการที่ใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจากแพสชั่นของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเป็นผู้เข้าไปดิสรัปต์สิ่งเดิม หรือคุณจะเป็นฝ่ายถูกดิสรัปต์เสียเอง


มุมมองผู้เขียน : ในท้ายที่สุดแล้วหากรัฐบาลต้องพิมพ์เงินมหาศาลเพื่อทำ UBI แจกคนทั้งประเทศ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและเงินกระดาษเสื่อมค่า สินทรัพย์ที่หายากแย่งชิงไม่ได้ และมีจำนวนจำกัดอย่าง Bitcoin จึงจะกลายเป็นระบบป้องกันที่จำเป็นที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของความมั่งคั่งในช่วงเวลาที่โลกเกิดความโกลาหล