bitkub-banner

สถิติชี้หุ้นเทคฯ Nasdaq ลงทุน 5 ปีให้ผลตอบแทนมากกว่า Bitcoin ถึง 3 เท่า

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งรวมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีสูงถึง 132.8%
  • ในช่วงเวลาเดียวกัน Bitcoin กลับให้ผลตอบแทนเพียง 43.8% แม้จะถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์แห่งอนาคต”
  • ขณะที่ดัชนี S&P 500 ก็ยังทำผลงานเหนือกว่า Bitcoin มากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าเม็ดเงินตลาดอาจยังเชื่อมั่นในหุ้นเทคมากกว่าคริปโตในระยะยาว

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

แม้หลายคนจะมองว่า Bitcoin คือสินทรัพย์แห่งอนาคต แต่ตัวเลขย้อนหลัง 5 ปีล่าสุดกลับชี้ว่า “หุ้นเทคสหรัฐฯ” ทำผลงานได้ดีกว่าชัดเจน โดยข้อมูลจาก JustETF ระบุว่า Nasdaq 100 ดัชนีที่รวมบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Microsoft และ NVIDIA ให้ผลตอบแทนสูงถึง 132.8% ขณะที่ Bitcoin เพิ่มขึ้นเพียง 43.8% เท่านั้น สะท้อนว่าเม็ดเงินทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่บริษัทที่สร้างรายได้จริงจากกระแส AI และ Cloud มากกว่าสินทรัพย์ในกลุ่มสกุลเงินดิจิทัล

หลายคนในไทยอาจคุ้นหูกับชื่อ “S&P 500” มากกว่า “Nasdaq 100” เพราะดัชนีนี้มักถูกหยิบยกมาพูดถึงทุกครั้งเมื่อมีประเด็นเรื่องการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ถ้าดูตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี จะพบว่า ดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเต็มไปด้วยหุ้นเทคยักษ์ใหญ่ สามารถให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่า Bitcoin อย่างชัดเจน 

ข้อมูลจาก JustETF เผยให้เห็นว่า Bitcoin ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 43.8% ขณะที่ Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้นถึง 132.8% หรือมากกว่าราว 3 เท่า ส่วน S&P 500 เองก็ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่า Bitcoin มากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนระดับโลกเลือกไหลเข้าสู่ “หุ้นเทคสหรัฐฯ” มากกว่าสินทรัพย์ดิจิทัล

ที่มา: JustETF

ดัชนีS&P 500 กับ Nasdaq 100 ต่างกันอย่างไร ?

S&P 500 คือดัชนีที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 500 แห่งในสหรัฐฯ ครอบคลุมแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธนาคาร พลังงาน สุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเทคโนโลยี จึงถูกมองว่าเป็น “ภาพสะท้อนเศรษฐกิจอเมริกา”

ในขณะที่ Nasdaq 100 เป็นดัชนีที่เน้นบริษัทเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Apple, Microsoft, NVIDIA และ Amazon ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากกระแส AI, Cloud Computing และเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

ทำไม Bitcoin ถึงแพ้หุ้นเทคในช่วง 5 ปีหลัง ?

ในอดีต Bitcoin เคยเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนเหนือทุกตลาด แต่บริบทโลกการลงทุนในช่วงหลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ตลาดเริ่มให้พรีเมียมกับบริษัทที่สามารถสร้าง “กระแสเงินสดและกำไรได้จริง” จากเทรนด์ AI ได้ทันที มากกว่าสินทรัพย์ที่ยังขับเคลื่อนด้วย Narrative และสภาพคล่องเป็นหลัก

เมื่อ NVIDIA สามารถสร้างรายได้จากชิป AI ระดับมหาศาล หรือ Microsoft และ Amazon เริ่มเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากธุรกิจ Cloud นักลงทุนสถาบันจึงเลือกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเทคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า Bitcoin หมดอนาคต เพราะจุดแข็งของคริปโตยังอยู่ที่ความขาดแคลนของสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด และโอกาสเติบโตจากการยอมรับในระยะยาว โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกกลับเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลง ซึ่งมักเป็นช่วงที่สภาพคล่องเริ่มไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง


มุมมองผู้เขียน: ตลาดอาจไม่ได้อยู่ในยุคที่ต้องเลือกเพียง “หุ้นเทคฯ” หรือ “Bitcoin” อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่นักลงทุนต้องเข้าใจบทบาทของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัด หุ้นเทคคือการเดิมพันกับการเติบโตของ AI ส่วน Bitcoin คือการเดิมพันกับอนาคตของระบบการเงินโลก และในระยะยาว ทั้งสองสินทรัพย์อาจยังมีพื้นที่เติบโตไปพร้อมกันได้ หากเลือกจังหวะและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม