bitkub-banner

Bitcoin ETF เงินไหลออก 649 ล้านดอลลาร์ ในวันเดียว ขณะที่นักลงทุนระยะยาวช่วยพยุงตลาด

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กองทุน Bitcoin ETF เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกสูงถึง 648 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์ซึ่งนำโดยกองทุน IBIT ของ BlackRock ท่ามกลางสภาวะการเทขายเพื่อลดความเสี่ยงของตลาด
  • กลุ่มนักลงทุนระยะยาวยังคงเดินหน้าสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงในการปรับตัวลงของราคาในระดับโครงสร้าง
  • อัตรา Funding Rate ของ Bitcoin กลับมาเป็นบวกอีกครั้งแม้ว่าราคาจะเพิ่งร่วงลงเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มกลับมาเปิดสถานะ Long เพื่อเก็งกำไรขาขึ้น

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

กระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF และความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักในระยะสั้นแม้ว่าแรงซื้อจากนักลงทุนระยะยาวจะช่วยพยุงฐานราคาไว้ได้บ้างก็ตาม

Spot Bitcoin ETF เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักโดยมีเม็ดเงินไหลออกอีก 648.64 ล้านดอลลาร์ในวันจันทร์หลังจากที่เพิ่งสูญเสียเม็ดเงินไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทุน IBIT ของ BlackRock มีเงินไหลออกมากที่สุดถึง 448 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยกองทุนของ ARK Invest และ 21Shares ที่ 110 ล้านดอลลาร์ และ Fidelity ที่ 63 ล้านดอลลาร์

ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลง 6.7 เปอร์เซ็นต์จากระดับ 81,700 ดอลลาร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาลงมาทำจุดต่ำสุดประจำสัปดาห์ที่ 76,201 ดอลลาร์ โดยปัจจุบันซื้อขายอยู่บริเวณ 76,680 ดอลลาร์

Agne Linge ที่ปรึกษาคณะกรรมการของ Wefi มองว่ากระแสเงินทุนไหลออกนี้มีความสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดและสะท้อนถึงกลยุทธ์การลดความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุนท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

ในขณะเดียวกัน Illia Otychenko หัวหน้านักวิเคราะห์จาก CEX.IO ประเมินว่าแรงเทขายส่วนหนึ่งถูกขับเคลื่อนโดยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้ตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อนโยบายของ Federal Reserve และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

ข้อมูลจาก Myriad ซึ่งเป็นตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานให้โอกาสเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ที่ Federal Reserve จะลดอัตราดอกเบี้ย 25 bps ในเดือนมิถุนายน และให้โอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์สำหรับการลดดอกเบี้ยมากกว่า 25 bps ก่อนเดือนกรกฎาคม

บรรยากาศการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในวงกว้างยังถูกกระตุ้นจากความกังวลที่ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ Donald Trump โพสต์ข้อความเตือนบนโซเชียลมีเดีย

การร่วงลงของราคา Bitcoin และกระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF ส่งผลให้ดัชนี Crypto Fear and Greed Index ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 25 ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาวะความกลัวขั้นสุดในตลาด

แม้จะมีบรรยากาศที่เป็นลบแต่ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการที่อาจช่วยลดทอนการร่วงลงของราคาได้

Vetle Lund หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ K33 Research ระบุว่าการออกหุ้นบุริมสิทธิ STRC ของ MicroStrategy อาจเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อเพื่อดันราคา Bitcoin ในช่วงกลางเดือน

แม้ความต้องการจาก MicroStrategy อาจช่วยชดเชยเงินไหลออกจากกองทุน ETF ได้บ้าง แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่าปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับการฟื้นตัวของราคา Bitcoin ได้

ข้อมูลจาก CryptoQuant แสดงให้เห็นว่าแม้ยอด Open Interest ของ Bitcoin จะลดลงจาก 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์มาอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงซึ่งชี้ให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมีการเก็งกำไรอย่างต่อเนื่องแม้ราคาจะปรับตัวลง

อัตรา Funding Rate ของ Bitcoin ได้พลิกกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังจากที่ติดลบมาหลายเดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเปิดสถานะ Long เพิ่มขึ้นแม้ว่าจะเพิ่งเกิดการล้างพอร์ตมูลค่ากว่า 670 ล้านดอลลาร์ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปัจจัยที่สำคัญกว่าคือพฤติกรรมของกลุ่มผู้ถือครองระยะยาวซึ่งยังคงเดินหน้าสะสม BTC อย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลาหลายเดือนในสเกลที่ใหญ่กว่า MicroStrategy มาก แม้ว่าอุปทานบางส่วนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ตาม

พฤติกรรมดังกล่าวช่วยจำกัดความเสี่ยงในการปรับตัวลงของ Bitcoin และเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวแม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของผู้ใช้งาน Myriad ที่ยังคงมองโลกในแง่ดีว่าราคา Bitcoin มีโอกาสพุ่งขึ้นไปถึง 84,000 ดอลลาร์

ที่มา: Decrypt


มุมมองส่วนตัวผมมองว่าแรงเทขายในรอบนี้เกิดจากการที่สถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ต้องการลดความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาค ทั้งเรื่องสงครามที่อาจปะทุขึ้นและตัวเลขเงินเฟ้อที่ทำให้นโยบายของ Federal Reserve ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มผู้ถือครองระยะยาวยังคงช้อนซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งมากว่าพวกเขามองข้ามความผันผวนระยะสั้นไปแล้ว หากสภาวะสงครามไม่ลุกลามจนเกินควบคุม ตลาดก็ยังมีโอกาสสร้างฐานราคาและกลับตัวขึ้นได้จากแรงหนุนของนักลงทุนกลุ่มนี้ครับ