สรุปข่าว
- Vitalik Buterin ประกาศ Ethereum Foundation กำลังปรับตัวเองให้กระชับขึ้น ลดการขยายระบบนิเวศและลดบทบาทองค์กรกลาง
- EF วางแผนขาย ETH น้อยลง โดยปัจจุบันถือครอง ETH ต่ำกว่า 0.1% ของอุปทานทั้งหมด ส่วนหนึ่งเพราะนำ ETH ราว 70,000 เหรียญไป Staking เพื่อสร้างรายได้แทนการขาย
- การลดแรงขาย ETH จาก EF เป็นสัญญาณเชิงบวกด้านอุปทาน แต่ต้องจับตาว่ารายได้จาก Staking จะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดำเนินงานหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ EF ประกาศขาย ETH น้อยลงเป็นปัจจัยบวกด้านอุปทานโดยตรง เพราะลดแรงขายจากผู้ถือรายใหญ่รายหนึ่งของตลาด นอกจากนี้การนำ ETH ไป Staking แทนการขายยังช่วยดูดซับ ETH ออกจากการหมุนเวียน ซึ่งหากรูปแบบนี้ต่อเนื่อง อาจส่งผลดีต่อราคา ETH ในระยะกลาง
ตามรายงานจาก Cointelegraph Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้ออกมาประกาศว่า Ethereum Foundation (EF) กำลังปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานไปสู่รูปแบบที่กระชับและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดการเน้นขยายระบบนิเวศและลดบทบาทในการควบคุมกลาง พร้อมระบุว่า EF วางแผนจะขาย ETH น้อยลงด้วย ปัจจุบัน Ethereum Foundation ถือครอง ETH ไม่เกิน 0.1% ของอุปทานทั้งหมด ซึ่งลดลงมากจากระดับก่อนหน้า โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำ ETH ไป Staking แทนการขายเป็นเงินสดเพื่อใช้จ่ายดำเนินงาน
EF ปรับตัวเองให้เล็กลง หลังผ่านช่วงปฏิรูปองค์กรหนัก
การประกาศครั้งนี้สอดคล้องกับพัฒนาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงต้นปี 2569 ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 Buterin ได้ประกาศว่า EF กำลังเข้าสู่ช่วง “ความมัธยัสถ์ปานกลาง” ในอีกห้าปีข้างหน้า เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน และเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 EF ได้เผยแพร่เอกสาร “Mandate” ที่กำหนดบทบาทองค์กรในฐานะผู้ดูแล ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจ ความเป็นส่วนตัว และการพัฒนาโอเพนซอร์ส โดยจงใจหลีกเลี่ยงการเป็นศูนย์กลางควบคุม
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 EF ยังบรรลุเป้าหมาย Staking โดยนำ ETH ราว 69,500 เหรียญไป Stake ใกล้เคียงกับเป้าหมาย 70,000 เหรียญที่ประกาศไว้ การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 3.9 ถึง 5.4 ล้านดอลลาร์ต่อปีจากการ Staking เป็นทางเลือกแทนการขาย ETH ออกสู่ตลาด
ลดแรงขายจากองค์กร แต่ยังมีคำถามเรื่องความยั่งยืนด้านการเงิน
แม้การลดการขาย ETH ของ EF จะเป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาด แต่มีบริบทที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน รายได้จากการ Staking ประมาณ 3.9 ถึง 5.4 ล้านดอลลาร์ต่อปีนั้น ยังคงน้อยกว่าค่าใช้จ่ายดำเนินงานประจำปีของ EF ที่อยู่ราว 100 ล้านดอลลาร์ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายความว่า EF อาจยังจำเป็นต้องขาย ETH บางส่วนหรือแสวงหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมในอนาคต การที่ EF ปรับตัวให้กระชับขึ้นจึงอาจหมายถึงการลดขนาดโปรแกรมและทีมงานด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการลาออกของนักพัฒนาหลายรายในช่วงที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า นักพัฒนาหลัก Ethereum ลาออกจาก EF กว่า 9 คนในปี 2026 ชุมชนตั้งคำถามทิศทางโปรเจกต์ และยังรายงานว่า Dankrad Feist เสนอตั้งองค์กรใหม่ $1 พันล้าน หนุน Ethereum แข่งขัน ซึ่งทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นในบริบทที่ EF กำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ EF ประกาศขาย ETH น้อยลงเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดในแง่อุปทาน เพราะที่ผ่านมาทุกครั้งที่ ETH ฟื้นตัว EF มักจะขายออกมาสม่ำเสมอจนเป็น pattern ที่คนในชุมชนรู้จักกันดี ถ้า EF ลดการขายจริงและพึ่งรายได้จาก Staking มากขึ้น แรงกดดันซัพพลายก็จะลดลงจริง อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาดูว่าด้วยค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงมาก องค์กรจะรับมือด้านการเงินอย่างไรในระยะยาว เพราะถ้าลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดทีมงาน ผลกระทบต่อการพัฒนา Ethereum ในระยะยาวก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป
ที่มา: @Cointelegraph
เครดิตภาพจาก @Cointelegraph
