bitkub-banner

ถอดบทเรียนจากนายอาร์ม : 10 ปีผ่านไป บล็อกเชนเปลี่ยนโลกหรือแค่ราคาคุย?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • 9arm ชี้ว่าบล็อกเชนไม่ใช่สิ่งที่เหมาะแก่การใช้งานสำหรับทุกอุตสาหกรรม โดยมีหลายเซกเตอร์ที่ล้มเหลวหรือไร้ความจำเป็นจริง ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีอื่นแทนที่ได้
  • ในบางเซกเตอร์ บล็อกเชนได้สร้างผลกระทบในทางบวกจริงไม่ว่าจะเป็น DeFi, Stablecoin รวมไปถึง Digital ID และการ Tokenization
  • โดยสรุปแล้วบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่ดี แต่มาเร็วเกินไปในขณะที่โลกยังไม่พร้อม ทำให้ไม่เกิดการใช้งานในวงกว้าง คล้ายกับกรณีของ AI ในอดีตที่ต้องรอทุกอย่างเข้าที่

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

คลิปไวรัล ย้อนดู Blockchain จากปี 2026 ของ 9arm ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในคอมมูนิตี้ไคริปโต ผ่านการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังไม่สามารถเข้ามาปฏิวัติโลกได้ตามที่เคยคาดหวัง โดยมองว่าหลากเซกเตอร์พังทลายลงเนื่องจากระบบฐานข้อมูลแบบดั้งเดิม สามารถทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบล็อกเชน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายอาร์มยูทูปเบอร์ไทยชื่อดังสายเทคฯ ได้เผยแพร่คลิป “ย้อนดู Blockchain จากปี 2026” ซึ่งคลิปดังกล่าวได้กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วในชุมชนคริปโต เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าบล็อกเชนนั้นยังไม่เวิร์ค และสามารถใช้เทคโนโลยีเก่าอย่าง Database แทนที่ได้

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาดูว่าเซกเตอร์ไหนของบล็อกเชนที่ยังรอด เซกเตอร์ไหนพังทลายไปแล้ว ตามข้อมูลของ นายอาร์ม ผ่านหนังสือ Blockchain Revolution และสถานการณ์ในปัจจุบัน

*บทความนี้มีการอ้างอิงถึงคลิปของ 9arm ประกอบกับการสืบค้น*

สิ่งที่ล้มเหลว

ในช่วงหลายปีก่อนหน้าโลกได้เกิดกระแสตื่นตัวกับสิ่งที่เรียกว่า “บล็อกเชน” เป็นอย่างมากไม่ต่างอะไรกับกระแส AI ในตอนนี้ ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าบล็อกเชนคือ คำตอบของอนาคต คือสิ่งที่จะมาปฏิวัติโลก แต่สุดท้ายแล้วความฝันกลับไม่ได้กลายมาเป็นความจริง อย่างที่ทุกท่านอาจทราบกันดีว่าปัจจุบันเซกเตอร์ต่างๆ ในบล็อกเชนได้ล้มหายตายจากกันหรือไม่ก็อับเฉาไม่รุ่งโรจน์เหมือนในอดีต

ยกตัวอย่างเช่น NFT ที่ตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะกู่ไม่กลับแล้วในเชิงของวอลุ่มและมูลค่า เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่นักลงทุนได้ก็มีเพียงแค่สิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ที่ก็ยังต้องพึ่งพากฎหมายภายนอกในการทวงสิทธิ์

ขณะเดียวกัน Metaverse จากเดิมที่มีการซื้อขายที่ดินจำลองกันหลักล้านในรูปแบบของ NFT ตอนนี้แทบจะกลายเป็นแดนร้างไม่มีคนสนใจ เพราะโลกได้ตัดสินใจแล้วว่า “โลกเสมือนจริง” ยังไม่ใช่สิ่งจำเป็นในขณะนี้ และตัว Metaverse เองก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบล็อกเชนเสมอไปด้วยเช่นกัน

ถัดมาคือเรื่องของ GameFi ภายในคลิป นายอาร์มมองว่า การเอาบล็อกเชนไปผูกกับเกม เช่น การซื้อขายไอเทมดูเป็นเรื่องที่จับต้องได้มากที่สุด แต่นายอาร์มก็โต้แย้งว่าตลาดเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาบล็อกเชนเลยก็สามารถดำเนินการต่อไปได้

ใครที่เป็นสายเล่นเกมอาจยิ่งเห็นภาพได้ชัด เพราะแต่ละเกมก็ต่างมีกลุ่มตลาดมืดเป็นของตนเองก็อยู่แล้ว ส่วนอันที่ดีหน่อยก็ผ่านคนกลางเช่นเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์ม ส่วนโมเดล Play-to-earn ก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า ยังไม่เป็นไอเดียที่ยั่งยืนขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้วจุดประสงค์ของคนที่เข้ามาเล่นล้วนแล้วแต่เป็นการปั้นไอดีทำกำไรมากกว่าอยากจะเล่นจริงๆ พอผู้เล่นหน้าใหม่ไม่เข้ามาเกมก็ตายลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้นายอาร์มยังมีการพูดถึงการเลือกตั้งบนบล็อกเชนที่ดูไม่ค่อยเวิร์คเพราะกระบวนการทุจริตสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ก่อนบันทึกลงบล็อก ในขณะที่การนำไปใช้ในเชิงของ Supply Chain เช่น การระบุแหล่งที่มาของสินค้าก็ไม่ได้ส่งผลอะไรขนาดนั้นเพราะไม่มีใครอยากจะใช้งานจริง และผู้บริโภคก็ไม่ได้อยากรู้ลึกถึงขนาดนั้น

สิ่งที่เริ่มน่าเป็นห่วง

ในส่วนของเซกเตอร์ที่เริ่มน่าเป็นห่วงนั่นก็คือ DeFi อันมีสาเหตุมาจากการโจมตีของแฮกเกอร์ที่ถี่และรุนแรงขึ้นจนผู้พัฒนาไม่สามารถป้องกันได้ทัน ทำให้จุดขายของความกระจายศูนย์เริ่มไม่เป็นที่ปรารถนาหากต้องแลกกับความเสี่ยง

นายอาร์ม มองว่าการ Decentralize ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ต่อให้ Blockchain ชูจุดขายว่าไม่มีใครควบคุม ไม่มีใครแก้ไขข้อมูลได้ แต่ในโลกจริง รัฐบาลหรือแพลตฟอร์มก็ยังมีวิธีควบคุมบางอย่างได้ เช่น บังคับให้แพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูล หรืออายัดสินทรัพย์ผ่านช่องทางอื่น 

ทีนี้ เมื่อมองในมุมมองของผู้บริโภค ด้วยธรรมชาติของการเป็น Decentralize ได้ทำให้เวลาที่เกิดปัญหา ผู้ใช้จะต้องแบกความรับผิดชอบเอง ไม่ว่าจะจากตนเองหรือปัจจัยภายนอก หากเงินสูญไปแล้วก็สูญไปเลย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า DeFi ก็ถูกใช้งานจริงโดยบุคคลบางกลุ่ม

ดังนั้น บล็อกเชนจึงอาจยังไม่เข้ามาปฏิวัติการใช้งานของคนทั่วไปในภาคการเงินเพราะยังคงมีความยุ่งยากและต้องอาศัยความรู้ที่สูง ทำให้ไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างเมื่อเทียบกับระบบธนาคารที่ผู้ใช้อุ่นใจได้ว่าจะมีคนคอยคุ้มกันสินทรัพย์ให้แม้ว่าจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม

สิ่งที่เวิร์ค

แม้หลายโปรเจกต์ที่พัฒนาออกมาจะล้มเหลว แต่บางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาก็ยังคงมีแววว่าจะไปได้ต่อโดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของ Stablecoin ที่ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย GENIUS Act ซึ่งทางฝั่งของ นายอาร์ม ก็ยอมรับว่า USDT-USDC ก็มีการใช้งานจริง สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้เร็วขึ้น

ส่วนทางฝั่งของเทคโนโลยี Tokenization ก็เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นและมีการนำไปปรับใช้กับ RWA อย่างเช้นหุ้น แต่ นายอาร์ม มองว่าแก่นแท้อาจเป็นแค่การเอาหุ้นจริงที่ซื้อผ่านระบบปกติมาบันทึกบน Blockchain เพียงเท่านั้นและขั้นตอนอื่นๆ ทุกอย่างก็ยังอยู่ในระบบเดิมอยู่ดี ไม่ใช่การแทนที่ใหม่ทั้งหมด

และนอกจากเรื่องของการเงินแล้ว นายอาร์ม ยังระบุว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนยังเริ่มถูกใช้งานในแง่ของการยืนยันตัวตนเช่นกัน ยกตัวอย่างกรณีของ Digital ID ที่เริ่มมีให้เห็นแล้วในต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของภาพรวมในระบบนิเวศบล็อกเชนเท่านั้น เพราะถ้าหากเจาะลึกลงไปอีกเราจะสามารถพบเจอกับเรื่องราวอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น DEX,Layer2, DePIN, Memecoin, Privacy Coin, AI agent, DeSci และอื่นๆ ซึ่งบางส่วนน้ำหนักจะตกไปอยู่ที่ตัวเหรียญมากกว่าตัวบล็อกเชนจึงละไว้ ณ ที่นี้

ของดี….แต่มาผิดเวลา

สรุปแล้ว นายอาร์ม มองว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นสิ่งที่ดีแต่มันอาจมาเร็วเกินไปในโลกที่ยังไม่พร้อม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามซึ่งในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นกระแสของเทคโนโลยีนี้กลับมาอีกครั้ง เหมือนกับ AI ที่มีการริเริ่มมาตั้งนานแล้วแต่เพิ่งจะมาบูมสุดๆ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เพราะมีเคสการใช้งานจริงจับต้องได้และสร้างผลกระทบต่อสังคม


มุมมองผู้เขียน : ในมุมมองของผู้เขียนบล็อกเชนไม่ได้จะเข้ามาทำลายหรือแทนที่ระบบการเงินและกฎหมายเดิมแบบล้างบาง ตามที่กลุ่มสุดโต่งเคยฝันไว้ แต่บล็อกเชนกำลังทำหน้าที่เสริมประสิทธิภาพให้ระบบเดิมทำงานร่วมกันทั่วโลกได้เร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำลงต่างหาก ซึ่งมาถึงจุดนี้เราก็ต่างทราบกันแล้วว่าอะไรสมควรไปต่อ อะไรสมควรถูกทิ้งเอาไว้ แม้กระแสในปัจจุบันจะไม่คึกคักเท่าช่วงปี 2021 แต่อย่างน้อยเราก็มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่จะกลายเป็นรากฐานให้กับอนาคตอันใกล้