bitkub-banner

Strategy และ Bitmine ขาดทุนทางบัญชีรวม $1.6 หมื่นล้าน หลัง Bitcoin-Ethereum ร่วงหนัก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Strategy ของ Michael Saylor และ Bitmine ของ Tom Lee ขาดทุนทางบัญชีรวมกันราว $1.6 หมื่นล้าน หลัง Bitcoin และ Ethereum ร่วงหนักในวันที่ 3 มิ.ย. 2569
  • Bitcoin ร่วง 4.3% มาที่ $66,962 ส่วน Ethereum ร่วงแรงกว่าที่ 5.6% มาที่ $1,873 กดให้ทั้งสองบริษัทถือครองในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย
  • Saylor เพิ่งขาย Bitcoin ครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ขณะที่ Tom Lee ยังยืนกราน มองว่าเป็นพฤติกรรมปกติช่วงตลาดทำจุดต่ำสุด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การที่บริษัทคลังคริปโตรายใหญ่ที่สุดสองรายติดลบหนักพร้อมกัน สะท้อนแรงกดดันต่อตลาดในระยะสั้น และอาจสร้างความกังวลว่าหากราคายังลงต่อ บริษัทเหล่านี้จะถูกบีบให้เทขายหรือไม่ แม้ตอนนี้ทั้งคู่ยังยืนยันไม่ขายก็ตาม

สองบริษัทที่ถือครอง Bitcoin และ Ethereum มากที่สุดในโลกกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ เมื่อข้อมูลล่าสุดในวันที่ 3 มิ.ย. 2569 เผยว่า Strategy ของ Michael Saylor และ Bitmine ของ Tom Lee ขาดทุนทางบัญชีรวมกันสูงถึงราว $1.6 หมื่นล้าน หลังราคาคริปโตทั้งสองตัวร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดย Bitcoin ร่วง 4.3% มาที่ $66,962 และ Ethereum ร่วงแรงกว่าที่ 5.6% มาที่ $1,873 ซึ่งเป็นระดับใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 2 ปี

ตัวเลขขาดทุนนี้เป็นการขาดทุนทางบัญชี หรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากทั้งสองบริษัทยังไม่ได้ขายสินทรัพย์ออกมา แต่ก็สะท้อนว่ากลยุทธ์การทุ่มซื้อคริปโตเข้าคลังของบริษัทกำลังถูกทดสอบอย่างหนักในรอบขาลงครั้งนี้

Strategy ของ Saylor ขาดทุนทางบัญชี $7.25 พันล้าน

Strategy ซึ่งเดิมคือ MicroStrategy ถือครอง Bitcoin รวม 843,706 BTC ที่ต้นทุนเฉลี่ย $75,699 ต่อเหรียญ เมื่อราคาปัจจุบันอยู่ที่ราว $66,962 ทำให้บริษัทขาดทุนทางบัญชีราว $7.25 พันล้าน นับเป็นการถือครอง Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทมหาชนทั่วโลก

สิ่งที่ทำให้ตลาดจับตามากขึ้นคือ Saylor เพิ่งตัดสินใจขาย Bitcoin เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี โดยขายออกไปเพียง 32 BTC ที่ราคาเฉลี่ย $77,135 คิดเป็นเงินราว $2.5 ล้าน เพื่อนำไปจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ แม้จำนวนที่ขายจะคิดเป็นเพียง 0.004% ของยอดถือครองทั้งหมด และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าไม่มีนัยสำคัญต่อฐานะของบริษัท แต่การขายครั้งแรกในรอบหลายปีก็เพียงพอที่จะจุดความกังวลในตลาด

Bitmine ของ Tom Lee ขาดทุนหนักกว่าที่ $8.74 พันล้าน

ฝั่ง Bitmine ของ Tom Lee นักวิเคราะห์ชื่อดังจาก Fundstrat ขาดทุนหนักกว่า โดยถือครอง Ethereum รวม 5,416,901 ETH ที่ต้นทุนเฉลี่ย $3,485 ต่อเหรียญ เมื่อราคา Ethereum ร่วงลงมาที่ $1,873 ทำให้ขาดทุนทางบัญชีสูงถึงราว $8.74 พันล้าน ยอดถือครองนี้คิดเป็นเกือบ 4.5% ของ Ethereum ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด

แม้จะติดลบหนัก แต่ Bitmine ยังเดินหน้าสะสม Ethereum ต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งซื้อ Ethereum เพิ่มอีกกว่า 1 แสนเหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว $237 ล้าน เป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม สะท้อนว่ากลยุทธ์การถือครอง Ethereum ระยะยาวของ Tom Lee ยังไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้งสองค่ายยังยืนกราน ไม่เทขายตามตลาด

แม้จะขาดทุนทางบัญชีรวมกันถึง $1.6 หมื่นล้าน แต่ทั้ง Saylor และ Tom Lee ต่างออกมาแสดงท่าทีหนักแน่น Tom Lee ระบุว่าความกังวลในตลาด รวมถึงการที่ Strategy ขาย Bitcoin ออกมาเล็กน้อย เป็นพฤติกรรมปกติที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังทำจุดต่ำสุด ไม่ใช่สัญญาณของปัญหาที่ลึกกว่านั้น เขามองว่าการที่เงินทุนบางส่วนไหลออกเป็นสัญญาณที่มักตามมาท้าย ๆ ของวัฏจักรตลาดที่กำลังรีเซ็ตตัวเอง

Tom Lee ยังโต้กลับเสียงวิจารณ์ที่ว่าการขาดทุนทางบัญชีของบริษัทคลัง Ethereum จะกดเพดานราคาไว้ โดยยืนยันว่าโครงสร้างแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ปัญหา ด้านนักวิเคราะห์ในตลาดมองว่าตราบใดที่ทั้งสองบริษัทไม่ถูกบีบให้ขายจากภาระหนี้หรือเงื่อนไขทางการเงิน การขาดทุนทางบัญชีก็ยังเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่สามารถพลิกกลับได้หากราคาฟื้นตัว

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลขขาดทุน $1.6 หมื่นล้านฟังดูน่าตกใจ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างขาดทุนทางบัญชีกับขาดทุนจริง ตราบใดที่ Strategy และ Bitmine ยังไม่ถูกบังคับให้ขาย ตัวเลขนี้ก็เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามราคาตลาดได้ทุกวัน และจะกลายเป็นกำไรทันทีหากคริปโตกลับเป็นขาขึ้น ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าคือโครงสร้างหนี้และกระแสเงินสดของทั้งสองบริษัท เพราะนั่นคือสิ่งที่จะตัดสินว่าพวกเขาจะถือต่อไหวหรือไม่ในรอบขาลงที่ยืดเยื้อ

สำหรับคนที่ถือ Bitcoin หรือ Ethereum อยู่ ผมแนะนำให้จับตาว่าบริษัทคลังคริปโตรายใหญ่เหล่านี้จะยังซื้อเพิ่มหรือเริ่มชะลอ เพราะแรงซื้อของพวกเขาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนตลาดมาตลอด หากทั้งสองค่ายยังกล้าซื้อสวนในช่วงราคาต่ำแบบนี้ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าพวกเขายังเชื่อมั่นในระยะยาว แต่หากเริ่มเงียบหรือทยอยขาย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระวังมากขึ้น