สรุปข่าว
- นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับราคาของ Bitcoin ในปี 2030 โดยมีการคาดการณ์ตัวเลขตั้งแต่ระดับ 153,552 ดอลลาร์ไปจนถึงเป้าหมายสูงสุดระดับล้านดอลลาร์จากผู้จัดการกองทุนชื่อดังอย่าง Cathie Wood
- จำนวนเหรียญที่ต้องถือครองเพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์นั้นแปรผันตามการคาดการณ์ของแต่ละสำนักซึ่งอาจใช้เพียง 1 ถึง 2 เหรียญสำหรับเป้าหมายเชิงบวกหรืออาจต้องเก็บสะสมถึง 16.27 เหรียญหากอ้างอิงจากระดับราคาในปัจจุบัน
- ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาในอนาคตประกอบไปด้วยความต้องการจากนักลงทุนสถาบันที่ไหลผ่านกองทุน Spot ETF และผลกระทบจากการลดจำนวนการผลิตเหรียญใหม่ในเหตุการณ์ Halving ควบคู่ไปกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากสินทรัพย์กระแสหลัก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ในระยะยาวเนื่องจากการคาดการณ์ของสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังคงมองเห็นโอกาสที่มูลค่าของ Bitcoin จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปัจจัยพื้นฐานและการยอมรับในระดับสากลที่เพิ่มมากขึ้น
คำถามยอดฮิตในหมู่นักลงทุนคือเราควรจะต้องถือครอง Bitcoin จำนวนเท่าไหร่ถึงจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปี 2030 ซึ่งเรื่องนี้สามารถตอบได้หลายมุมมองขึ้นอยู่กับการประเมินแนวโน้มของแต่ละคน แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็ต้องไปวัดกันที่พัฒนาการของตัวเหรียญในช่วงสี่ปีหลังจากนี้
บรรดานักวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลกต่างก็ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้กันอย่างคึกคัก อย่างเช่น Cathie Wood ซึ่งเป็น CEO ของกองทุน ARK Invest ได้มองเป้าหมายราคาเหรียญเอาไว้สูงถึง 750,000 ไปจนถึง 1.25 ล้านดอลลาร์ ส่วนทางสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Standard Chartered ก็ประเมินว่าราคาจะวิ่งไปแตะ 500,000 ดอลลาร์ได้ภายในปี 2030
ข้อมูลจากกระดานเทรด TradingView ชี้ให้เห็นว่าถ้าวัดจากราคาปัจจุบันที่แกว่งตัวอยู่แถว 61,452 ดอลลาร์ นักลงทุนจะต้องตามเก็บเหรียญให้ได้ประมาณ 16.27 เหรียญถึงจะมีพอร์ตแตะหลักล้านดอลลาร์ได้ แต่ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนไปทันทีถ้าเราเอาเป้าหมายราคาในอนาคตมาเป็นตัวตั้ง
ถ้านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของ ARK Invest การมี Bitcoin ติดพอร์ตไว้แค่ 1 เหรียญก็พอที่จะทำให้จับเงินล้านได้แล้ว หรือถ้าอิงตามเป้าหมายของ Standard Chartered ก็ต้องการแค่ 2 เหรียญเท่านั้น
ส่วนคนในวงการคริปโตส่วนใหญ่มักจะมองเป้าหมายแบบกลางๆ ไว้ที่ 300,000 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าเป็นเรตนี้จะต้องสะสมให้ได้ 3.33 เหรียญ ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มนักวิเคราะห์ที่ประเมินตัวเลขเฉลี่ยไว้ที่ 173,585 ดอลลาร์ ทำให้จำนวนเหรียญที่ต้องมีขยับขึ้นมาเป็น 5.76 เหรียญ ส่วนฝั่งผู้เชี่ยวชาญที่มองโลกแบบอนุรักษนิยมและประเมินราคาไว้แถว 153,552 ดอลลาร์ ก็มองว่านักลงทุนต้องมีเหรียญเก็บไว้ประมาณ 6.51 เหรียญถึงจะไปถึงเป้าหมาย
สำหรับปัจจัยที่จะมาช่วยดันราคาให้ไปถึงเป้าหมายได้นั้น มีตั้งแต่แรงซื้อจากฝั่งสถาบันการเงินที่ไหลเข้ามาผ่านกองทุน Spot ETF ซึ่งช่วยเติมสภาพคล่องให้ตลาดได้อย่างมหาศาล รวมไปถึงวัฏจักร Halving ที่คอยจำกัดปริมาณเหรียญใหม่ในระบบซึ่งเคยดันราคาให้พุ่งมาแล้วหลายรอบ ตลอดจนกระแสการโยกเงินจากสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างทองคำเข้ามาพักในคริปโตก็มีส่วนช่วยพยุงตลาดให้โตขึ้น
ถึงแม้สภาพตลาดช่วงนี้จะดูซึมและโดนเทขายจนหลุดแนวรับสำคัญไปหลายจุด ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มเตือนว่าราคาอาจจะย่อลงไปได้อีกจากปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ตลาดคริปโตก็มักจะหาทางดึงโมเมนตัมกลับมาเป็นขาขึ้นได้อย่างรวดเร็วเสมอ
ที่มา: coinedition
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการคำนวณตัวเลขพวกนี้เป็นแค่การไกด์ไลน์ให้เห็นภาพการเติบโตในอนาคตครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการจับตาดูปัจจัยพื้นฐานที่จะดึงเม็ดเงินใหม่เข้ามาในตลาด การจะไล่สะสมเหรียญเพื่อให้ได้ตามเป้าควรต้องมาพร้อมกับการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมและไม่เอาเงินร้อนมาลงทุนในช่วงที่ตลาดยังผันผวนหนักครับ
