สรุปข่าว
- วันที่ 9 มิถุนายน 2569 Tim Draper นักลงทุนมหาเศรษฐีและแฟน Bitcoin ตัวยง ได้โพสต์บน X ว่า “เทคโนโลยีควอนตัมจะเจาะระบบธนาคารได้ก่อนที่จะแตะต้องบล็อกเชนเสียอีก ทุกคนต่างตื่นตระหนกกับการที่ควอนตัมจะทำลายการเข้ารหัสของ Bitcoin ในขณะที่ธนาคารต่าง ๆ ยังคงใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าที่ทำให้ Bitcoin ดูเหมือนป้อมปราการที่แข็งแกร่งราวกับ Fort Knox
นั่นเป็นการเตือนว่าควอนตัมคือภัยคุกคามต่อธนาคารมากกว่า Bitcoin และคริปโตเสียอีก” - ข้อมูลจาก Google Quantum AI Whitepaper เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ได้ลดประมาณการตัวเลข qubit ที่ต้องการเพื่อเจาะระบบ ECDSA-256 เหลือเพียง 500,000 qubits ซึ่งน้อยกว่าประมาณการปี 2562 ถึง 20 เท่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ชุมชนคริปโตกังวลมากขึ้น แต่ Tim โต้ว่าธนาคารมีช่องโหว่ที่ใหญ่กว่าระบบบล็อกเชนมาก
- กลุ่มเหรียญต่อต้านภัยจากควอนตัมกลายเป็นกลุ่มที่ทำราคาได้โดดเด่นในเดือนพฤษภาคม 2569 มันทำราคาได้เหนือกว่า Bitcoin ถึง 60% ในเดือนเดียว แม้ตลาดโดยรวมจะยังมีการเทขายสะท้อนว่าตลาดกำลังให้แสงกับเหรียญที่ทนต่อควอนตัมในระยะยาวแล้ว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
Tim กำลังเบนเป้าภัยจากควอนตัมจากที่มองว่าเป็นภัยกับคริปโตให้มันกลายเป็นเรื่อง ความเหนือชั้นที่คริปโตมีเหนือกว่าระบบการเงินดั้งเดิม และหากเราสังเกตกันให้ดีจะพบว่าส่วนใหญ่จะมีการใช้เรื่องควอนตัมมาโจมตี Bitcoin และบล็อกเชน แต่กลับไม่เคยมีใครคำนึงถึงระบบการเงินดั้งเดิมและระบบธนาคารที่ไม่เคยถูกพูดถึงว่าสุ่มเสี่ยงต่อควอนตัมหรือไม่
“Fort Knox” กับ Bitcoin
Tim Draper ผู้ที่เริ่มต้นลงทุนใน Bitcoin ตั้งแต่ราคาอยู่ที่ $4 ต่อเหรียญ ออกมาโต้ประเด็นภัยคุกคามจากควอนตัมครั้งใหญ่ในรอบปี โดยชี้ว่าทุกคนกำลังกังวลผิดจุด ขณะที่ชุมชนคริปโตกำลังถกเถียงกันอย่างเอาจริงเอาจังว่าควอนตัมจะทำลายล้าง Bitcoin ได้เมื่อไหร่ Tim กลับมองว่าธนาคารแบบดั้งเดิมที่ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าหรือแบบโบราณต่างหากที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงมากกว่า
Tim ยังชี้ถึงกลไก resilience ของ Bitcoin ที่ธนาคารไม่มี ในกรณีที่เกิดการเจาะระบบความปลอดภัยครั้งใหญ่เครือข่าย Bitcoin สามารถ fork กลับไปที่ “บล็อกสุดท้ายที่ระบบยืนยันว่าปลอดภัยหรือถูกต้องก่อนจะเกิดปัญหาขึ้น” เพื่อให้บล็อกเชนเดินหน้าต่อไปได้ แม้บางส่วนจะถูกเจาะเข้ามาได้ก็ตาม
Google Whitepaper ที่ทำให้ทุกคนตื่น
สาเหตุที่ประเด็นเรื่องควอนตัมกลับมาร้อนแรงในปีนี้มาจาก Google Quantum AI ที่เผยแพร่ whitepaper เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าต้องการ qubit เพียง 500,000 ตัวเพื่อเจาะระบบ ECDSA-256 โดยตัวเลขลดลงจากประมาณการปี 2562 ถึง 20 เท่า ซึ่งแปลว่าความเป็นภัยของควอนตัมอาจมาถึงเร็วกว่าที่เคยคาดถึง 10–15 ปี
Bitcoin ถือว่ามีความเสี่ยงจริงใน ECDSA อัลกอริธึม เพราะใน wallet ทุกอันที่เคยส่งธุรกรรมออกไปจะเปิดเผย public key บนบล็อกเชนอย่างถาวร ซึ่งควอนตัมที่รันอัลกอริธึม Shor’s อาจคำนวณหา private key ออกมาได้ อย่างไรก็ตาม SHA-256 ที่ปกป้องระบบขุดนั้น “แทบจะไม่สามารถแตะต้องได้” เป็นเวลาหลายทศวรรษเพราะต้องการพลังงานในระดับดวงอาทิตย์จึงจะทำลายระบบนี้ลงได้
ทำไม Tim ถึงบอกว่าธนาคารเสี่ยงกว่า?
แก่นของประเด็นดังกล่าวอยู่ที่ “อายุการใช้งานของโครงสร้างพื้นฐาน” ธนาคารแบบดั้งเดิมใช้มาตรฐานการเข้ารหัสและระบบที่ออกแบบมาก่อนยุคควอนตัมโดยสิ้นเชิง การอัพเกรดต้องผ่านกระบวนการราชการ, เจรจากับ vendor เปลี่ยนระบบโครงสร้างเก่าและผ่านกระบวนการและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ใช้เวลานานหลายปี
ในทางตรงกันข้ามนักพัฒนา Bitcoin สามารถเสนอและเดินหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในสเกลโปรโตคอลผ่านกลไกอัพเกรดที่มีอยู่แล้ว แม้จะต้องการฉันทามติ แต่ก็ไม่ต้องรอไฟเขียวจากรัฐบาล นั่นคือข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ Tim เน้นย้ำ
ทั้ง Tim และนักวิจารณ์ Bitcoin ต่างพูดถูกในส่วนของตัวเอง Tim พูดถูกที่ว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าของระบบธนาคารนั้นมีจุดอ่อนที่ควอนตัมจะโจมตีได้ง่ายกว่าในระยะสั้น แต่นักเทคนิคก็ถูกที่ว่า Bitcoin มีช่องโหว่ ECDSA ที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนการมาของควอนตัมจริง ๆ จะมาถึง เชื่อว่าด้วยความที่ Tim คือหนึ่งในนักลงทุน Bitcoin ก็อาจจะอยากออกมาปกป้อง Bitcoin และการชูประเด็นระบบธนาคารที่สุ่มเสี่ยงกว่า อาจสร้างความกังวลให้ผู้คนและเบี่ยงความกังวลออกไปจาก Bitcoin ได้ไม่มากก็น้อย
ที่มา: CoinMarketCap, Bitcoin.com News, CoinDesk, BeInCrypto, U.Today

