สรุปข่าว
- Peter Schiff นักลงทุนทองคำตัวยงและ CEO ของ Euro Pacific Capital ออกมาวิจารณ์ MicroStrategy อย่างรุนแรงว่ากลยุทธ์การหมุนเงินแบบไร้ขีดจำกัดเพื่อสะสม Bitcoin ในอดีตได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในเชิงโครงสร้างแล้ว
- ในอดีตบริษัทสามารถขายหุ้นใหม่ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิหรือ NAV เพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin เพิ่มซึ่งช่วยให้สัดส่วนเหรียญต่อหุ้นเติบโตขึ้นแต่ปัจจุบันบริษัทกลับต้องจำใจขายหุ้นในราคาที่มีส่วนลดทำให้เกิดผลกระทบในทิศทางตรงกันข้าม
- การเข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม 1,550 เหรียญด้วยมูลค่า 101 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวของผู้ถือหุ้นเนื่องจากบริษัทต้องออกหุ้นจำนวนมากเกินสัดส่วนเพื่อระดมทุนและทำให้พอร์ตลดมูลค่าลงทันที 6 ล้านดอลลาร์หลังตลาดปรับฐาน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ในระยะสั้นเนื่องจากคำวิจารณ์เชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเงินของ MicroStrategy ซึ่งเป็นตัวแปรหลักในการสะท้อนความต้องการของสถาบันอาจทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับความคุ้มค่าและลดความร้อนแรงในการไล่ซื้อสินทรัพย์ลง
สมรภูมิความคิดในตลาดคริปโตกลับมาดุเดือดอีกครั้งเมื่อ Peter Schiff ผู้นำสายทองคำชื่อดังได้หยิบยกบทวิเคราะห์ชิ้นใหม่มาชี้ให้เห็นว่า ระบบการหมุนเงินที่ Michael Saylor ประธานของ MicroStrategy เคยใช้ช้อนซื้อ Bitcoin มาตลอดหลายปีนั้น บัดนี้ได้เกิดความเสียหายทางโครงสร้างอย่างรุนแรงจนไม่สามารถนำมาใช้งานได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
แก่นแท้ของปัญหานี้อยู่ที่เรื่องของส่วนต่างราคา โดยในอดีตหุ้น MSTR มักจะถูกซื้อขายในระดับราคาที่สูงกว่ามูลค่าของ Bitcoin ที่บริษัทถือครองอยู่จริงหรือค่า NAV อย่างมหาศาล ทำให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ด้วยการออกหุ้นใหม่หรือขายหุ้นกู้แปลงสภาพให้นักลงทุนในราคาแพง เพื่อนำเงินสดก้อนนั้นไปกว้านซื้อเหรียญเพิ่มในตลาด กระบวนการนี้ช่วยให้สัดส่วนจำนวน Bitcoin ต่อหนึ่งหุ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่เสียประโยชน์
ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อการขายหุ้นรอบล่าสุดของ MicroStrategy เกิดขึ้นในภาวะที่ราคาหุ้นมีส่วนลดต่ำกว่าค่า NAV ซึ่ง Schiff ระบุว่าเพื่อที่จะหาเงิน 101 ล้านดอลลาร์มาซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,550 เหรียญนั้น Michael Saylor จำเป็นต้องยอมออกหุ้นใหม่ในราคาที่ถูกเกินไป ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นมามีสัดส่วนมากกว่าปริมาณเหรียญที่ซื้อได้จริง กลายเป็นการลดทอนมูลค่าและทำให้สัดส่วน Bitcoin ต่อหุ้นลดลงไปโดยปริยาย
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หลังจากดีลการเข้าซื้อเหรียญรอบนี้เสร็จสิ้นลงเพียงไม่นาน มูลค่าพอร์ต Bitcoin ก้อนใหม่ก็ดิ่งลงทันทีมากกว่า 6 ล้านดอลลาร์ตามแรงเทขายของตลาดภาพรวม ยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุนยังเริ่มขาดความเชื่อมั่นในเครื่องมือระดมทุนรูปแบบใหม่อย่างตั๋วเงินคลัง STRC ซึ่งหากราคาตั๋วเงินไม่สามารถกลับมายืนที่ระดับราคาพาร์ได้ในอนาคตอันใกล้ ทางบริษัทก็อาจจะถูกบีบให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดใจนักลงทุน
Schiff ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บแสบว่าเกือบ 60% ของกลุ่มคนที่เชื่อมั่นใน Bitcoin มองว่าต่อให้ราคาเหรียญดิ่งลงเหลือ 1,000 ดอลลาร์จนทำให้ MicroStrategy ต้องล้มละลาย พวกเขาก็ยังคิดว่าบทวิเคราะห์นี้เป็นเรื่องผิด ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องของเหตุผลทางการเงินอีกต่อไปแต่กลายเป็นเรื่องของลัทธิความเชื่อที่ขาดสติ
ที่มา: X
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าคำวิจารณ์ของ Peter Schiff ในรอบนี้มีน้ำหนักในเชิงบัญชีและการเงินที่น่าคิดมากครับ แม้ว่าปกติเขาจะชอบหาเรื่องโจมตี Bitcoin อยู่เป็นประจำ แต่การชี้ให้เห็นว่ากลยุทธ์ปั๊มเงินของ MicroStrategy กำลังทำงานกลับด้านเนื่องจากราคาหุ้นที่ต่ำกว่า NAV ถือเป็นความจริงทางตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้ การที่สัดส่วนเหรียญต่อหุ้นลดลงหมายความว่ามูลค่าแฝงที่นักลงทุนควรจะได้นั้นกำลังเจือจางลงไป หากสถานการณ์นี้ไม่ได้รับการแก้ไขหรือราคา Bitcoin ไม่สามารถพุ่งทะยานเพื่อกลบส่วนต่างนี้ได้ หุ้น MSTR ก็อาจจะเปลี่ยนสถานะจากตัวช่วยดันราคาให้กลายมาเป็นตัวเร่งความเสียหายในขาลงแทน นักลงทุนสายถือหุ้นคริปโตจึงควรเฝ้าระวังพอร์ตการลงทุนของตนเองอย่างรอบคอบมากขึ้นครับ

