<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Bitcoin Options คืออะไร ทำงานอย่างไร และน่าเทรดไหม

ออปชั่น “Options”  เป็นสัญญาซื้อขายฟิวเจอร์ประเภทหนึ่งที่ช่วยให้นักเทรดสามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่อ้างอิงได้ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดย Option อาจขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิงที่หลากหลายรวมถึงหุ้น , สินค้าโภคภัณฑ์ , สกุลเงิน , คริปโตเคอเรนซี่ หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการซื้อขาย Option คือเพื่อป้องกันความเสี่ยงในตำแหน่ง position หรือเพื่อการเก็งกำไร

ซึ่งเมื่อนำสิ่งนี้ไปใช้กับ Bitcoin มันจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักเทรด เนื่องจากในระยะยาวนักเทรดสาย hodl จะสามารถป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างรายได้จากการขาย OPTIONS ได้ทุกเวลา แม้แต่ในช่วงขาลง 

เมื่อมองจากภาพรวมแล้วดูเหมือนว่าสัญญา OPTIONS จะมีความสำคัญต่อตลาดหุ้นอย่างมาก อ้างอิงรายงานเขียนโดยวารสารการเงิน ‘the Journal of Finance’ ที่ระบุไว้ว่า สัญญา OPTIONS มีข้อดีคือทำให้   ​​”ค่าสเปรดลดลง และเพิ่ม วอลุ่มการซื้อขาย , ความถี่ในการซื้อขาย , สภาพคล่องในตลาด และขนาดการทำธุรกรรม ซึ่งหมายความว่า “OPTIONS จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของตลาดสำหรับพื้นฐานของหุ้น” หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการซื้อขายสัญญา Bitcoin Options จะช่วยให้ระบบนิเวศคริปโตนั่นเติบโตมากขึ้น ไม่ว่าบุคคลนั้น ๆ จะใช้มันหรือไม่ใช้มันก็ตาม

ประเภทของ Option

เมื่อเรารู้ว่า OPTIONS คืออะไรแล้ว ต่อไปเราก็ควรต้องรู้ด้วยว่า OPTIONS นั่นมีอยู่ 2 ประเภท คือ Call OPTIONS กับ PUT OPTIONS และการเรียกผู้ซื้อและผู้ขาย ของ OPTIONS นั้นก็มีคำศัพท์เฉพาะอยู่ 2 ชื่อด้วยกันคือ

  • ผู้ซื้อจะเรียกว่า Long Position
  • ผู้ขายจะเรียกว่า Short Position

โดยนักเทรดจะทำการซื้อ call options หากคาดว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะเพิ่มในอนาคต และในทางกลับกันนักเทรดจะซื้อ put option หากคาดว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะลดลงในอนาคต แต่ทว่าเนื่องจากนักเทรดสามารถซื้อสินทรัพย์ได้แบบทันที มันจึงมีความเสี่ยงโดยตรงต่อราคาของสินทรัพย์ที่ครอบคลุมถึงเงินต้นทั้งหมด และหากเราพิจารณาถึงความผันผวนของ Bitcoin มันก็จะยิ่งทวีคูณความเสี่ยงให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงเหล่านี้จะถูกคำนวณจากราคาสปอตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าราคาใช้สิทธิ + ค่าพรีเมี่ยม ตัวอย่างเช่น หากราคาที่ใช้สิทธิมีมูลค่าเท่ากับ $ 100 และค่าพรีเมี่ยมที่ได้รับเท่ากับ $ 10 ดังนั้นหากราคาสปอตอยู่ที่ระดับราคา $ 120 ผู้ขายก็จะกำไร $ 10 ทันที

Source: https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=6406406

ดังนั้นหากราคาสปอตของสินทรัพย์นั่นมากกว่าราคาที่ใช้สิทธิ ผู้ซื้อก็จะไม่ขาย เพราะถ้าพวกเขาขาย พวกเขาก็ต้องยอมจ่ายเงินค่าพรีเมี่ยมให้กับทางผู้ซื้อนั่นเอง แต่กลับกันหากราคาสปอตนั่นต่ำกว่าราคาที่ใช้สิทธิพวกเขาก็จะได้กำไรจากค่าพรีเมี่ยม 

Source: https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=6406498

ซึ่งกลยุทธ์นี้มักใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Covered Call ตามเขียนอธิบายไว้ด้านล่าง

กลยุทธ์การเทรด Option: วิธีการทำกำไรในช่วงตลาดขาลงและตลาดขาขึ้น

ในขณะที่สัญญา Options สามารถใช้เป็นการลงทุนเชิงเก็งกำไรได้ ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจึงใช้สัญญา Options ในการลดความเสี่ยงและเพิ่มรายได้ให้กับพอร์ตของพวกเขา  ด้วยการรวมพื้นฐานการซื้อขายสัญญา Options (รายการด้านบน) เข้ากับการซื้อขายหุ้นแบบดั้งเดิม (long และ short) สิ่งนี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างกลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพอร์ตการลงทุนของพวกเขา

พลังที่แท้จริงของ Options ไม่ได้หยุดอยู่แต่เพียงเท่านี้ ซึ่งพวกมันสามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างมากขึ้น เมื่อนำมาใช้ร่วมกันกับวิธีการซื้อขายในรูปแบบอื่น ๆ  โดยพวกมันสามารถปรับตั้งค่าให้รายงานความเสี่ยงแบบเฉพาะเจาะจงของนักลงทุน (specific risk profile) , จำกัดขาดทุน (limit losses) และ ยังสามารถคาดการณ์การสร้างรายได้และสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หนึ่งในกลยุทธ์การเทรด Option ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ ‘Covered Call’ กลยุทธ์ที่นักลงทุนคนหนึ่งขาย Call Options ในขณะที่นักลงทุนคนนั้นมีหุ้นอยู่ในมือ โดยการทำกลยุทธ์ในลักษณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มผลตอบแทน ของพอร์ทหุ้นจากการได้รับค่า Premium จากการขาย Call Options โดยนักลงทุนมักจะเข้ามาลงทุนในลักษณะ Covered Call เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาลง ดังที่เราได้เห็นในสถานการณ์ที่นักขุด Bitcoin ใช้สัญญาฟิวเจอร์เพื่อทำกำไร

ตัวอย่างเช่น :

พอร์ทของนักเทรดคริปโตคนหนึ่งประกอบไปด้วยสัญญา Bitcoin จำนวน 2,000 สัญญา ที่มีราคาสัญญาละ 26 บาท โดยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 52,000 บาท (2,000 x 26)

ถ้า Call Options (อายุคงเหลือ 80 วัน)

  • ราคาที่ใช้สิทธ์ = 30 บาท
  • ค่า Premium = 1.10 บาท

การลงทุนด้วยกลยุทธ์ Covered Call

ขาย Call Options จำนวน 10 สัญญา ซึ่งจะได้ค่า Premium มา 2,200 บาท (10 x 1.1 x 200)

ณ วันที่ Options หมดอายุ

  • ถ้าราคา Bitcoin spot
  • ถ้าราคา Bitcoin spot > 30 ต้องขายสัญญาตามภาระผูกพันของ Call Options ที่ราคา 30 บาท แต่ทว่าขณะเดียวกันก็จะได้ค่า Premium จำนวน 2,200 ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนการขายสัญญาอ้างอิงที่ราคา 31.1 บาท

          เปรียบเสมือนว่า นักเทรดคริปโตคนนั้น ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากในกรณีที่ ถ้าขายสัญญาที่ราคา 26 บาท ถึงประมาณ 19.3 % [1.1 x 26 x (365/80)]

ส่วนอีกกลยุทธ์หนึ่งก็คือ  Protective Put  ซึ่งแตกต่างจาก Covered Call โดยสิ้นเชิง ซึ่ง Put Options ถูกเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้แก่พอร์ต คล้ายๆกับการซื้อประกันรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์ไม่มีการทำประกันใดๆไว้เลย หากรถยนต์คันนั้นไปประสบอุบัติเหตุ จะสร้างความเสียหายแก่เจ้าของรถ ที่จะต้องจากค่าซ่อมเต็มจำนวนด้วยตัวเอง ในทางตรงกันข้ามถ้าหากรถยนต์คันนั้นมีการทำประกันไว้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเจ้าของรถยนต์ อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเองเต็มจำนวน หรือยิ่งไปกว่านั้น อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเองเลย ซึ่งค่าซ่อมที่เจ้าของรถควรจะต้องจ่ายเอง จะมีบริษัทประกันมาเป็นผู้รับภาระแทน ซึ่งการทำประกันเจ้าของรถยนต์จะต้องจ่ายเบี้ยประกัน ให้แก่บริษัทประกันเพื่อแลกกับสิทธินี้

เช่นเดียวกันกับในตลาด Options รถยนต์คันนั้นก็เปรียบเสมือนพอร์ทหุ้นของนักลงทุนคนหนึ่ง ๆ ที่เจ้าของพอร์ทอาจจะประสบกับผลขาดทุนอย่างมหาศาล หากว่าราคาหุ้นในพอร์ทลดลง ดังนั้น Put Options ก็เปรียบเสมือนกับประกันฉบับหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ป้องกันความเสี่ยงนั้นได้ โดยนักลงทุนที่เข้าไปซื้อ Put Options จะต้องจ่ายค่า Premium ให้กับผู้ขาย เพื่อแลกกับสิทธิในการขายหุ้นตามราคาที่กำหนดให้แก่ผู้ขายนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น :

พอร์ทของนักเทรดคริปโตคนหนึ่งประกอบไปด้วยสัญญา Bitcoin จำนวน 2,000 สัญญา ที่มีราคาสัญญาละ 26 บาท โดยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 52,000 บาท (2,000 x 26)

ถ้า Put Options (อายุคงเหลือ 80 วัน)

  • ราคาที่ใช้สิทธ์ = 26 บาท
  • ค่า Premium = 1.00 บาท

การลงทุนด้วยกลยุทธ์ Protective Put

การซื้อ Put Options จำนวน 10 สัญญา ซึ่งจะต้องจ่ายค่า Premium จำนวน 2,000 บาท

ณ วันที่ Options หมดอายุ

  • ถ้า ราคา Bitcoin spot
  • ถ้า ราคา Bitcoin spot > 26 ไม่ใช้สิทธิของ Put Options นั้น แต่จะได้กำไรจากการที่มูลค่าสัญญาในพอร์ทสูงขึ้น

ทำไมราคาสัญญา Options ของ Bitcoin Options ถึงมีราคาที่ค่อนข้างแพง ?

ราคาของสัญญา Options นั่นถูกกำหนดโดยตลาดและขึ้นอยู่กับมูลค่าที่แท้จริงและมูลค่าภายนอก โดยมูลค่าที่แท้จริงก็คือ ความแตกต่างระหว่างตลาดสปอตของสัญญาอ้างอิงและราคาที่ใช้สิทธิ แต่จะอ้างอิงถึงมูลค่าที่เป็นบวกต่อเจ้าของสัญญาออปชั่นเท่านั้น  ดังนั้นเมื่อสัญญา Options ไม่เป็นผลดีต่อผู้ซื้อ มันก็สามารถกล่าวได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันมีค่าเท่ากับศูนย์ โดยที่มูลค่าของมันล้วนแต่มาปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น เช่น มูลค่าของเวลา , ราคาในการใช้สิทธิและความผันผวนของมัน

ในขณะที่มันมีปัจจัยหลายประการและแบบจำลองการประเมินมูลค่าที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งใช้สำหรับคำนวณมูลค่าของสัญญา Options แต่พื้นฐานบางอย่างนั้นค่อนข้างตรงไปตรงมาเมื่อสัญญา Options นั้นคือ “in-the-money” ซึ่งหมายความว่าผู้ถือสัญญา Options จะได้รับผลประโยชน์จากการใช้สิทธิ์ของพวกเขา ดังนั้นถึง Options จะไม่มีมูลค่าที่แท้จริงแต่ ‘in-the-money option’ ก็จะช่วยให้มันมีมูลค่าได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากมันจะช่วยกำหนดมูลค่าที่แท้จริงและมูลค่าภายนอก ซึ่งเป็นฟังก์ชันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมูลค่าของเวลาและความผันผวน

เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อ option ไม่มีมูลค่าที่แท้จริง ราคาของมันจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยมูลค่าภายนอกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าพรีเมี่ยม , ราคาของสัญญา ที่เป็นเหมือนกับค่าธรรมเนียมที่ใช้สำหรับการป้องกันความเสี่ยงในการขายสัญญา ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่สินทรัพย์ความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin จะมีเบี้ยประกันที่ค่อนข้างแพง

การยอมรับและความคืบหน้าล่าสุด

ภายในปีที่ผ่านมาแพลตฟอร์มการซื้อขายสัญญา Option และเว็ปเทรดได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับความชัดเจนด้านกฎระเบียบ

ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า Options นั่นมีความสำคัญต่อตลาดคริปโตอย่างมาก ดังนั้น

สิ่งนี้จึงช่วยในเรื่องการดึงดูดความสนใจของนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนระดับสถาบันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

หลายแพลตฟอร์มทั่วโลกต่างกำลังให้ความสนใจไปกับการซื้อขายสัญญา Options ไม่เว้นแม้แต่ CFTC ที่ดูเหมือนว่าจะกำลังเตรียมอนุมัติเอกสารคำร้องขอที่ยื่นโดย LedgerX และ Bakkt รวมถึง CME Group ในไม่ช้า

เราจะเทรด Bitcoin Options ได้ที่ไหนและอย่างไร

ปัจจุบันมีสถานที่ซื้อขาย Bitcoin Options เป็นจำนวนมากอาทิเช่น Deribit, LedgerX, IQ Option, Quedex, Bakkt , OKex และล่าสุด Binance โดยแต่ละที่ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความถนัด

โดยรวมแล้วเรายังคงมองเห็นความก้าวหน้าและการพัฒนาในโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเงินของคริปโตอย่างชัดเจนและนักเทรดก็สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อช่วยให้ตลาดคริปโตมีความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

ที่มา : cointelegraph

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ