bitkub-banner

Circle ใบอนุญาตตั้งธนาคารทรัสต์แห่งชาติสหรัฐฯ ดันราคาหุ้นพุ่ง 14% รับกระแสขยายตัวตลาดคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • บริษัท Circle ผู้ออกเหรียญ USDC ได้รับอนุมัติจากสำนักงานผู้ควบคุมเงินตราแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ OCC อย่างเป็นทางการเพื่อจัดตั้งธนาคารทรัสต์ระดับชาติภายใต้ชื่อ Circle National Trust ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัททะยานขึ้นถึง 14% ในช่วงก่อนเปิดตลาด
  • การได้รับใบอนุญาตในครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถให้บริการดูแลรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลรวมถึงการจัดการทรัพย์สินสำหรับลูกค้าสถาบันภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลางโดยตรงแต่จะไม่ครอบคลุมถึงการรับฝากเงินจากลูกค้ารายย่อยหรือการปล่อยสินเชื่อเหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
  • ความสำเร็จของ Circle สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่บริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีพยายามเดินหน้าขอใบอนุญาตจากหน่วยงานระดับชาติอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าสู่แกนกลางของระบบการเงินสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มรูปแบบ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสถาบันและอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการใช้งานเหรียญ USDC ในระบบการเงินกระแสหลักมากยิ่งขึ้น

บริษัท Circle ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับสองของโลกอย่าง USDC ได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญหลังจากที่สำนักงานผู้ควบคุมเงินตราแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ OCC ได้อนุมัติให้บริษัทสามารถจัดตั้งธนาคารทรัสต์ระดับชาติได้อย่างเป็นทางการ ข่าวดีดังกล่าวได้สร้างความคึกคักให้กับตลาดการลงทุนและส่งผลให้ราคาหุ้นของ Circle ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นถึง 14% ทันทีในช่วงการซื้อขายก่อนเปิดตลาด

ธนาคารแห่งใหม่นี้จะดำเนินกิจการภายใต้ชื่อ Circle National Trust โดยมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมตรงที่จะไม่เปิดรับเงินฝากจากลูกค้ารายย่อยและไม่มีการปล่อยสินเชื่อ แต่จะมุ่งเน้นไปที่การให้บริการดูแลรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลและการจัดการทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ ในระยะแรกธนาคารจะให้บริการเฉพาะกลุ่มบริษัทในเครือของ Circle ก่อนที่จะขยายขอบเขตไปสู่การให้บริการลูกค้าระดับสถาบันเช่นธนาคารหรือสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอื่นๆ ในอนาคต นอกจากนี้ใบอนุญาตดังกล่าวยังเปิดทางให้บริษัทสามารถนำเงินทุนสำรองของเหรียญ USDC เข้ามาบริหารจัดการภายใต้การดูแลของ OCC ได้ในระยะยาว

Jeremy Allaire ผู้บริหารสูงสุดของ Circle ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของก้าวนี้ว่าการได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง Circle National Trust ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาผนวกรวมกับแกนกลางของระบบการเงินสหรัฐอเมริกา การก้าวเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลางจะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาลให้กับโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทได้อย่างก้าวกระโดด

การขยับตัวของ Circle ในครั้งนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัทชั้นนำรายอื่นในอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีที่กำลังเร่งเดินหน้าขอใบอนุญาตจากรัฐบาลกลางกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น Kraken หรือ Crypto.com ที่เพิ่งคว้าใบอนุญาตจาก OCC ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เพื่อดำเนินการเป็นธนาคารรับฝากสินทรัพย์คริปโต รวมถึงบริษัทอย่าง BitGo และ Ripple ไปจนถึง Paxos และ Fidelity Digital Assets ที่ได้รับใบอนุญาตแบบมีเงื่อนไขในลักษณะเดียวกันไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ความพยายามของ Circle ในการยื่นขอใบอนุญาตเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2025 ก่อนจะได้รับอนุมัติแบบมีเงื่อนไขในอีกหกเดือนต่อมา และก้าวเข้าสู่การได้รับอนุมัติอย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน ซึ่งการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกานี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเหรียญ USDC ที่ปัจจุบันมีมูลค่าหมุนเวียนในระบบราว 7.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไล่ตามคู่แข่งอันดับหนึ่งอย่าง USDT ของ Tether ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.841 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไป

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการที่ Circle สามารถคว้าใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารทรัสต์ระดับชาติจาก OCC ได้สำเร็จนั้นเปรียบเสมือนการได้รับตราประทับรับรองความน่าเชื่อถือขั้นสูงสุดจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แม้ว่าปัจจุบัน USDC จะยังมีส่วนแบ่งตลาดตามหลัง USDT อยู่พอสมควร แต่การเดินเกมรุกด้วยการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุดจะกลายเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลในการดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มทุนสถาบันและองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการความโปร่งใสและสอดคล้องกับกฎหมาย การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของสเตเบิลคอยน์ให้เทียบเท่ากับมาตรฐานธนาคารแบบดั้งเดิมนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นผลดีต่อตัวบริษัทเอง แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดกำแพงความหวาดระแวงระหว่างโลกการเงินเก่ากับโลกคริปโตเคอร์เรนซีให้เปิดกว้างรับเทคโนโลยีบล็อกเชนได้ง่ายขึ้นในอนาคต