bitkub-banner

จับตา 3 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจเขย่าตลาดคริปโต 20-24 ก.ค.นี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สหรัฐฯ เตรียมประกาศตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานในวันที่ 23 กรกฎาคม ตามด้วยดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการในวันที่ 24 กรกฎาคม
  • ตัวเลขที่อ่อนแอลงอาจเพิ่มความหวังว่า Fed จะผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่หากแย่เกินไป ตลาดอาจกลับมากังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย
  • ตลาดให้น้ำหนัก 85.6% ว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคม ขณะที่ Bitcoin ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบและรอปัจจัยใหม่กำหนดทิศทาง

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ตลาดคริปโตกำลังรอทิศทางใหม่จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ 3 รายการได้แก่ จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน ดัชนีภาคการผลิต และดัชนีภาคบริการ ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยก่อนการประชุม Fed ช่วงสิ้นเดือนนี้ ขณะเดียวกัน Bitcoin ยังแกว่งตัวอยู่แถว 64,700 ดอลลาร์ และ Ethereum เคลื่อนไว้อยู่แถว 1,870 ดอลลาร์ โดยหากตัวเลขออกมาอ่อนลงเล็กน้อยอาจช่วยเพิ่มความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ย แต่ถ้าเศรษฐกิจอ่อนแรงเกินไปก็อาจกระตุ้นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตได้เช่นกัน

ตลาดคริปโตกำลังเข้าสู่สัปดาห์สำคัญ แม้ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีข้อมูลไม่มากนัก แต่ตัวเลขตลาดแรงงาน ภาคการผลิต และภาคบริการของสหรัฐฯ ที่จะถูกประกาศในสัปดาห์นี้ อาจเปลี่ยนความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ครั้งถัดไป

ปัจจุบันมูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมยังเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Bitcoin ทรงตัวบริเวณ 64,700 ดอลลาร์ และ Ethereum อยู่แถว 1,870 ดอลลาร์ โดยตลาดแทบไม่มีความเคลื่อนไหวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

1. จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims)

สหรัฐฯ จะประกาศตัวเลขจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) หากจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดอาจสะท้อนว่า บริษัทเริ่มลดการจ้างงานและเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย

ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด หมายความว่า ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง และอาจทำให้ Fed ไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย

2. ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ (S&P Global Manufacturing PMI)

วันศุกร์จะมีการประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตสหรัฐฯ ซึ่งใช้วัดกิจกรรมของโรงงานและภาคอุตสาหกรรม

ดัชนีที่สูงกว่า 50 จุด หมายถึงภาคการผลิตกำลังขยายตัว ส่วนตัวเลขต่ำกว่า 50 จุด หมายถึงภาคการผลิตกำลังหดตัว

หาก Manufacturing PMI สูงกว่าคาด ตลาดอาจมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แต่ก็อาจทำให้ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยลดลง เนื่องจาก Fed ยังไม่จำเป็นต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

3. ดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ (S&P Global Services PMI)

ข้อมูลสำคัญอีกตัวคือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการสหรัฐฯ ซึ่งวัดกิจกรรมในภาคธุรกิจบริการ เช่น การเงิน การขนส่ง การท่องเที่ยว ร้านอาหาร และเทคโนโลยี

ภาคบริการมีขนาดใหญ่และเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตัวเลขนี้จึงมีน้ำหนักต่อมุมมองของตลาดมากกว่าภาคการผลิตในบางช่วง

เช่นเดียวกับ Manufacturing PMI หากดัชนีสูงกว่า 50 จุด หมายถึงภาคบริการขยายตัว แต่หากต่ำกว่า 50 จุด หมายถึงกิจกรรมทางธุรกิจกำลังหดตัว

ข้อมูลทั้งสามรายการจะช่วยตอบคำถามว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง หรือเริ่มอ่อนแอ หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ล่าสุดออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด

CPI เป็นตัวเลขที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่ายในชีวิตประจำวัน จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่ Fed ใช้ประเมินปัญหาเงินเฟ้อ

Elmar Voelker นักวิเคราะห์จาก LBBW ระบุว่า แนวโน้ม Disinflation หรือภาวะที่ราคาสินค้ายังเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มในอัตราที่ช้าลง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2023 ยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

เขามองว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว มีเหตุผลเพียงเล็กน้อยที่ Fed จะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป

ด้าน CME FedWatch Tool เครื่องมือที่ใช้คำนวณความเป็นไปได้ของการปรับดอกเบี้ยจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า ประเมินว่า ตลาดให้น้ำหนัก 85.6% ที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้


มุมมองผู้เขียน: สัปดาห์นี้อาจไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างตัวเลข CPI หรือ Non-Farm แต่ตัวเลข Initial Jobless Claims, Manufacturing PMI และ Services PMI อาจมีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยได้

ที่มา:cryptopotato