สรุปข่าว
- ช่องโหว่ของกระเป๋าเงิน Coldcard ที่ทำให้เหรียญถูกขโมยไปกว่า 116 ล้านดอลลาร์ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการถือครองเหรียญด้วยตนเองอย่างรุนแรง
- นักลงทุนแห่โยกย้ายเงินทุนเข้าสู่กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ จนมียอดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 620 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
- ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าผู้ลงทุนส่วนใหญ่เริ่มหันไปพึ่งพาสถาบันการเงินที่ได้รับการกำกับดูแลอย่าง BlackRock แทนการรับความเสี่ยงจัดการกระเป๋าเงินดิจิทัลเพียงลำพัง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากแม้เหตุการณ์เจาะระบบกระเป๋าเงินจะสร้างความกังวลในระยะสั้น แต่กระแสเงินทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ก็เป็นปัจจัยหนุนที่ช่วยพยุงราคาและสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด
เหตุการณ์แฮ็กกระเป๋าเงิน Coldcard ครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนสูญเสียไปถึง 1,800 Bitcoin กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนแห่ย้ายเงินหนีไปพึ่งพาสถาบันการเงินใน Wall Street แทน โดยพบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ สุทธิสูงถึง 620 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วัน
Eric Balchunas นักวิเคราะห์อาวุโสด้าน ETF จาก Bloomberg ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่ากองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง IBIT และ FBTC มีเงินทุนก้อนใหม่ไหลเข้าทุกวันนับตั้งแต่เกิดเรื่อง ซึ่งถือเป็นยอดเงินไหลเข้าที่น่าประทับใจมากหลังจากที่ตลาดซบเซาอย่างหนักในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
ตลาดเริ่มตื่นตระหนกเมื่อมีรายละเอียดหลุดออกมาว่าเฟิร์มแวร์ปี 2021 ของบริษัท CoinKite จากแคนาดามีช่องโหว่ทางเทคนิค โดยบั๊กตัวนี้ทำให้อุปกรณ์ Coldcard ไม่ยอมใช้ระบบสุ่มตัวเลขในเครื่อง แต่กลับไปดึงหมายเลขซีเรียลของอุปกรณ์มาสร้างชุดคำกู้คืน (Seed Phrase) แทน ซึ่งทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเดารหัสและคำนวณหากุญแจส่วนตัวเพื่อดูดเงินออกจากกระเป๋าหลายพันใบได้จากระยะไกล จนเกิดความเสียหายทะลุ 116 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว และที่น่าตกใจคือก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ นักพัฒนาเพิ่งจะนำโค้ดไปให้ AI ตรวจสอบ แต่ AI กลับมองไม่เห็นช่องโหว่นี้เลย
ความผิดพลาดทางเทคโนโลยีครั้งนี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมให้นักลงทุนหันไปพึ่งพากองทุนที่มีกฎหมายรองรับมากขึ้น Balchunas ย้ำว่าตอนนี้นักลงทุนถูกบีบให้ต้องเลือกว่าจะไว้ใจใครให้มาดูแล Bitcoin ของตัวเอง ระหว่างบริษัทในแคนาดาอย่าง CoinKite ที่มีพนักงานแค่ 5 คน กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock ภายใต้การนำของ CEO อย่าง Larry Fink ที่มีพนักงานถึง 25,000 คนและดูแลสินทรัพย์มหาศาลระดับ 15 ล้านล้านดอลลาร์
เมื่อเทียบกันแบบนี้ ระบบการเงินดั้งเดิมก็ดูไม่ได้แย่อีกต่อไป นักวิเคราะห์มองว่าสำหรับคนที่อยากถือยาวแบบทั่วไป ตอนนี้แทบจะหาเหตุผลอื่นมาหักล้างการลงทุนในกองทุน ETF ไม่ได้แล้วจริงๆ
ถึงอย่างนั้น การเปลี่ยนผ่านนี้ก็ทำให้กลุ่มคนที่ใช้งาน Bitcoin ดั้งเดิมรู้สึกไม่พอใจนัก ทาง Balchunas จึงพยายามคลายความกังวลของกลุ่มคนที่กลัวว่า Wall Street จะเข้ามาฮุบตลาด โดยอธิบายว่ากองทุน ETF ไม่ใช่องค์กรผูกขาดอำนาจ และไม่ได้เป็นเหมือนกองทุนเฮดจ์ฟันด์หน้าเลือดแบบในหนัง เพราะกองทุนเหล่านี้มีส่วนต่างกำไรที่บางเฉียบมากเมื่อเทียบกับต้นทุน
แต่เขาก็ยอมรับว่าหากใครจำเป็นต้องใช้ Bitcoin เพื่อหนีออกนอกประเทศหรือหนีการตรวจสอบจากรัฐ กองทุน ETF ก็คงไม่ตอบโจทย์ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปของคนส่วนใหญ่ ตอนนี้นักลงทุนเลือกที่จะซื้อความสบายใจผ่านผู้ให้บริการรายใหญ่ มากกว่าจะมานั่งเสี่ยงเก็บเหรียญเองแล้วต้องคอยลุ้นว่ากระเป๋าเงินจะโดนเจาะตอนไหน ซึ่งตัวเลขเงินไหลเข้า 620 ล้านดอลลาร์ก็เป็นเครื่องยืนยันในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าเหตุการณ์นี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาดคริปโต แม้ว่าหัวใจสำคัญของ Bitcoin คือการกระจายศูนย์และการครอบครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง แต่ความซับซ้อนและช่องโหว่ทางเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาก็กำลังผลักดันให้นักลงทุนรายย่อยและสถาบันหันไปพึ่งพากองทุน ETF ที่มีความสะดวกและปลอดภัยในเชิงกฎหมายมากกว่า ซึ่งในระยะยาวกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สถาบันการเงินเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด เพียงแต่ต้องแลกมาด้วยการเสียความเป็นอิสระในการควบคุมสินทรัพย์อย่างแท้จริง

