bitkub-banner

ช่องโหว่ Coldcard ทำพิษ นักลงทุนโอน Bitcoin กว่า 210,000 เหรียญหนีจากกระเป๋าเก่า

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ข้อมูลจาก Glassnode ชี้ว่ามี Bitcoin กว่า 210,000 เหรียญเคลื่อนย้ายออกจากกระเป๋าถือยาวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มูลค่าเหรียญเคยเฉียดระดับ 100,000 ดอลลาร์
  • การย้ายเหรียญครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาอยู่บริเวณ 64,000 ดอลลาร์ จึงไม่ใช่การขายทำกำไรเหมือนในอดีต แต่เป็นการโยกย้ายสินทรัพย์เพื่อเปลี่ยนวิธีเก็บรักษาหลังเกิดเหตุการณ์ช่องโหว่กระเป๋าเงิน Coldcard
  • ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เลือกโอนเหรียญไปยังกระเป๋าใบใหม่ หรือย้ายไปฝากไว้กับสถาบันการเงินและกองทุน ETF สอดคล้องกับยอดเงินไหลเข้ากองทุน ETF ในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 754 ล้านดอลลาร์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

เนื่องจากข้อมูลบนบล็อกเชนชี้ชัดว่าเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนวิธีเก็บรักษาเหรียญเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่การเทขายเพื่อทำกำไรหรือการหมดความเชื่อมั่นของผู้ถือยาว

ผลกระทบจากเหตุการณ์ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของกระเป๋าเงิน Coldcard เริ่มส่งสัญญาณให้เห็นบนระบบบล็อกเชนอย่างชัดเจนแล้ว โดยข้อมูลล่าสุดจาก Glassnode ระบุว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มี Bitcoin ประมาณ 210,000 เหรียญถูกโอนออกจากกระเป๋าของผู้ถือครองระยะยาว ซึ่งนับเป็นการลดลงของปริมาณเหรียญในกลุ่มผู้ถือยาวครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 ที่ราคา Bitcoin เคยพุ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 100,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้อุปทานเหรียญในกลุ่มนี้ลดลงจากเกือบ 15 ล้านเหรียญเหลืออยู่ที่ประมาณ 14.7 ล้านเหรียญ

ตามธรรมดาแล้ว การเคลื่อนย้ายเหรียญปริมาณมหาศาลของผู้ถือระยะยาวมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือช่วงที่ราคาแตะจุดสูงสุด เช่น ในช่วงเดือนมีนาคม 2021 เดือนมีนาคม 2024 และเดือนธันวาคม 2024 เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มนี้ต้องการขายทำกำไรเมื่อมีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่น ทว่าการเคลื่อนไหวในรอบนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ราคา Bitcoin หมุนเวียนอยู่แถว 64,000 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อเดือนตุลาคมอยู่เกือบ 50% อีกทั้งราคาเหรียญก็ไม่ได้ร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่หลังเกิดข่าวแฮ็ก จึงสะท้อนชัดเจนว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่การขายทำกำไร แต่เป็นการโยกย้ายสินทรัพย์เพื่อความปลอดภัยหลังเกิดเหตุกับ Coldcard

สาเหตุหลักมาจากช่องโหว่ในระบบสุ่มรหัสของเฟิร์มแวร์ Coldcard ที่เปิดโอกาสให้แฮ็กเกอร์คาดเดาชุดคำกู้คืนและดูดเงินออกจากกระเป๋าไปได้ มูลค่าความเสียหายสูงถึง 114 ล้านดอลลาร์ แม้ทางผู้พัฒนาจะออกมาระบุให้ผู้ใช้สร้างกระเป๋าใบใหม่และย้ายเงินออกทันทีเพราะการอัปเดตระบบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถปกป้องกุญแจส่วนตัวที่อาจหลุดไปแล้วได้ การลดลงของปริมาณ Bitcoin ในกระเป๋าถือยาวจึงเป็นผลมาจากผู้ใช้ย้ายเงินไปยังกระเป๋าใบใหม่ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า รวมถึงบางส่วนเลือกโอนสินทรัพย์ไปให้ผู้ดูแลที่มีใบอนุญาตรับฝาก หรือเปลี่ยนไปลงทุนผ่านกองทุน Spot Bitcoin ETF แทน สอดคล้องกับยอดเงินไหลเข้ากองทุน ETF ในสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นถึง 754 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว นำโดยกองทุน IBIT ของ BlackRock

สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องแยกแยะคือ การเคลื่อนย้ายข้อมูลบนบล็อกเชนไม่ได้หมายความว่าเกิดการเทขายเสมอไป ในกรณีนี้ การลดลงของยอดเหรียญในกระเป๋าถือระยะยาวเป็นเพียงภาพสะท้อนของการย้ายที่เก็บรักษา Bitcoin เพื่อปรับปรุงระบบความปลอดภัยของนักลงทุนรายใหญ่ ไม่ใช่สัญญาณการถอนตัวหรือสูญเสียความเชื่อมั่นในสินทรัพย์แต่อย่างใด

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าปรากฏการณ์บนบล็อกเชนครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่านักลงทุนระยะยาวในตลาดยังคงมีความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานของ Bitcoin อย่างเต็มเปี่ยม การเคลื่อนย้ายเหรียญมหาศาลกว่า 210,000 เหรียญไม่ได้สร้างแรงเทขายแพนิกหรือทำให้ราคาพังทลายอย่างที่หลายคนกังวล แต่เป็นเพียงการเร่งปรับตัวเพื่อปิดความเสี่ยงและหาที่เก็บรักษาที่ปลอดภัยขึ้นหลังวิกฤตความเชื่อมั่นในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมของผู้ถือครองบางส่วนที่ยอมลดทอนอุดมการณ์การถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเองเพื่อแลกกับความสบายใจ โดยหันไปพึ่งพาสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือหรือกองทุน ETF แทน ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสภาพคล่องและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดคริปโตในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึน