bitkub-banner

ดร.เอ็ม ชี้ช่อง! ทำอย่างไรให้มีเงินเกษียณ 50 ล้าน ด้วยเงินเดือนละแค่ 5,000 บาท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดร.อุดมศักดิ์ (ดร.เอ็ม) ชี้ปัญหาสังคมไทยที่แก่แต่จน พร้อมระบุว่าการออมเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ แต่ต้องอาศัยการลงทุนเพื่อให้เงินเติบโต
  • หากอยากจะเก็บเงินให้ได้ 50 ล้านบาท นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ต่อปี ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง
  • สำหรับคริปโทแล้ว ดร.เอ็มมองว่ากำลังใกล้จะจบรอบขาลง และมองว่าโลกการเงินดั้งเดิมจะย้ายขึ้นสู่ระบบบล็อกเชนทำให้ Ethereum มีความน่าสนใจมาก

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน (ดร.เอ็ม) เปิดมุมมองถึงวิกฤตสังคมสูงวัยของไทยที่คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะแก่แต่จน พร้อมย้ำว่าการฝากเงินไม่มีทางชนะเงินเฟ้อได้ แต่สามารถทำได้จริงด้วยการเปลี่ยนมาเน้นการลงทุน ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงผ่านการแบ่งพอร์ต

ดร.เอ็ม หรือ ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์การเงินและอาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อไม่นานมานี้ได้ถูกรับเชิญไปยังรายการพ็อดแคสต์ ALPHAMIND ตอนที่ 7 และมีคุณ สัญชัย ปอปลี เป็นผู้ดำเนินรายการ

โดยในการสัมภาษณ์ มีการพูดคุยกันในหลายหัวข้อตั้งแต่เรื่องของ คริปโทฯ นิยามความสำเร็จ รวมไปถึงเทคนิคการลงทุนอย่างไรให้สามารถมีเงินเกษียณได้ 50 ล้านบาท

ภาระของความสำเร็จและกับดักของระบบ

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาด้านการลงทุน ดร.เอ็มเตือนว่าในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างแท้จริง โดยเริ่มเห็นธุรกิจบริการเริ่มรับผู้สูงอายุอายุ 60–70 ปีเข้ามาทำงานมากขึ้น ทว่าปัญหาร้ายแรงคือคนไทยเป็นกลุ่ม “แก่แต่จน” ที่มีอัตราเงินเก็บต่ำมาก

กลับกันในฝั่งของระบบการศึกษาดันเน้นผลิตคนเพื่อเป็นแรงงานที่เชื่อและอยู่ในกรอบ เพราะหากผู้คนมีความรู้ทางการเงินที่ดีและมีทางเลือกมากขึ้น ก็จะดื้อและไม่มีใครอยากทำงานเป็นแรงงานในระบบ ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและธนาคารพังทลายลงได้

ระบบจึงสร้างค่านิยมว่าความสำเร็จคือ การมีบ้าน มีรถ มีครอบครัว หรือการมีสัตว์เลี้ยงขึ้นมา ซึ่งล้วนเป็นภาระทางการเงินก้อนใหญ่ที่ต้องผ่อนชำระไปจนถึงเกษียณทันทีที่แรงงานหยิบภาระเหล่านี้ใส่ตัว ก็จะทำให้ยิ่งเชื่องและไม่กล้าเถียงหรือออกจากงานเพราะกลัวไม่มีเงินผ่อน ดังนั้นกว่าจะเกษียณได้ก็แทบจะไม่มีเงินเก็บติดตัวแล้ว เพราะหลายคนอาจมีการตั้งเป้าหมายทางการเงินตอนเกษียณไว้สูง แต่ไม่เคยมีแผนการปฏิบัติจริง 

ความจริงเรื่องการเกษียณและการออมเงิน

หากสมมติว่า ต้องการเก็บเงินให้ถึง 50 ล้านบาทในเวลา 45 ปี (อายุ 20 ถึง 65 ปี) จะต้องออมเงินถึงเดือนละ 98,000 บาท ทุก ๆ เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนเงินเดือนปกติ

แม้จะเก็บเงินได้ 50 ล้านบาทจริงในอีก 45 ปีข้างหน้า แต่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 4-6 เท่าจะทำให้มูลค่าและอำนาจซื้อของเงิน 50 ล้านบาทในวันนั้น เหลือประสิทธิภาพเทียบเท่าเงินเพียง 10 ล้านบาทในวันนี้เท่านั้น ทำให้การเก็บเงินด้วยการออมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถเอาชนะได้ การเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องของการเก็บเงิน แต่เป็นเรื่องของการลงทุน

ตัวอย่างการออมเงินเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 45 ปี 

  • หากฝากธนาคารเฉย ๆ จะได้เงินประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งห่างไกลเป้าหมายเกษียณอย่างมาก
  • หากลงทุนได้ผลตอบแทน 5% เช่น ตราสารหนี้/พันธบัตร เงินจะเติบโตราว 3 เท่าจาก 6 ล้านบาท กลายเป็น 20 ล้านบาท
  • แต่ถ้าลงทุนได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี เช่น S&P 500 เงินจะเติบโตพุ่งสูงถึง 100 ล้านบาท

ดังนั้น หากต้องการมีเงินเกษียณ 50 ล้านบาท แทนที่จะต้องเก็บเงินให้ได้เดือนละแสน เราสามารถเก็บเพียงเดือนละ 5,000 บาท แล้วโฟกัสกับการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10% ก็จะสามารถทำตามเป้าหมายนั้นได้จริง

กลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน 3 รูปแบบ

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การลงทุนเห็นผล อาจารย์เอ็มได้แชร์วิธีการแบ่งสัดส่วนการบริหารพอร์ตของตัวเองออกเป็น 3 พอร์ตย่อยเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตและควบคุมความโลภ

  • พอร์ตเบต้า/พอร์ตสร้างรายได้ : เป็นพอร์ตที่ใช้แรงกาย ธุรกิจ การทำงานประจำ งานที่ปรึกษา หรือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ เพื่อนำมาสร้างกระแสเงินสดและรายได้หลัก
  • พอร์ตเกษียณ/พอร์ตหลัก : ตั้งเป้าหมายตัวเลขเงินเกษียณที่ชัดเจน บริหารจัดการแบบ Passive ไม่ได้ปรับพอร์ตบ่อย เน้นการลงทุนในกองทุนดัชนีเป็นหลัก เช่น ETF ดัชนี S&P 500 หรือ ETF รายกลุ่มอุตสาหกรรม 
  • พอร์ตแอลฟ่า/พอร์ตซิ่ง : ใช้เงินส่วนเกินที่เหลือจากการออมพอร์ตเกษียณมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง หากคาดการณ์ถูกจะสร้างผลตอบแทนมหาศาลและทำให้พอร์ตเกษียณถึงเป้าได้เร็วขึ้น แต่หากผิดพลาดก็พร้อมเสียเงินก้อนนี้ไปทั้งหมดโดยไม่เดือดร้อนชีวิตหลักซึ่งปัจจุบันอาจารย์เอ็มใช้พอร์ตนี้ในการ DCA คริปโตเคอร์เรนซี 

ทัศนะต่อตลาดคริปโต และวิวัฒนาการสู่ Traditional Finance 2.0

ในประเด็นเรื่องของคริปโทเคอร์เรนซี ดร.เอ็ม เชื่อว่าตลาดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงสะสมพลังและเปลี่ยนผ่านเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี ไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ตามวัฏจักร Bitcoin โดยหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตามรอบ Halving รอบนี้อาจเป็นกระทิงดุยาวนานถึง 2-3 ปี

นอกจากนี้การเติบโตของ USDT/USDC หรือ Stablecoins คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของสหรัฐฯ ในการดูดซับเงินสดทั่วโลก เนื่องจากผู้ออกเหรียญเหล่านั้นต้องนำเงินดอลลาร์จริงไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อค้ำประกันเท่ากับว่าผู้ถือ Stablecoin ทั่วโลกกำลังช่วยอุ้มหนี้และเพิ่มสภาพคล่องให้รัฐบาลสหรัฐฯ โดยไม่รู้ตัวและไม่ได้รับดอกเบี้ยคืนกลับมา

ที่สำคัญเลยก็คือ อนาคตโลกการเงินดั้งเดิมจะย้ายขึ้นมาอยู่บนระบบบล็อกเชนทั้งหมด เช่น การแปลงหลักทรัพย์และหุ้นสหรัฐฯ ให้อยู่ในรูป Token เพื่อเจาะทะลุกำแพงกฎระเบียบและเข้าถึงรายย่อยทั่วโลก

สุดท้ายนี้ อาจารย์เอ็มยังคงเชื่อมั่นและถือครอง Ethereum ในระยะยาว เพราะหากระบบการเงินโลกต้องการขยับขึ้น On-chain สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ย่อมต้องการแพลตฟอร์มที่มีความเป็นกระจายศูนย์และไร้ผู้ควบคุมอย่างแท้จริง ซึ่ง Solana หรือ BNB ไม่สามารถตอบโจทย์ความเชื่อใจในระดับโลกนี้ได้ การทยอยขาย ETH ของกลุ่มผู้ถือครองรายใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาจึงมองเป็นสัญญาณที่ดีในแง่ของการกระจายสิทธิ์ควบคุมให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา: Youtube