สรุปข่าว
- เดือนสิงหาคมมักจะเป็นเดือนที่ราคา Bitcoin อ่อนแอ แต่ในปีนี้กลับทำผลงานได้โดดเด่นและทำผลงานบวกแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017
- สถิติในอดีตชี้ชัดว่าหากเดือน ส.ค. ปิดบวก เดือน ก.ย. จะเกิดการปรับฐานเสมอ โดยเดือนหน้านี้มีอีเวนต์สำคัญคือ การโหวต CLARITY Act และการประชุม FOMC
- ตลาดชี้ว่าโอกาสที่ร่างกฎหมายจะผ่านเหลือเพียง 15% และเฟดมีแนวโน้มคงหรือขึ้นดอกเบี้ยสูง แถมทั้งสองเหตุการณ์ยังจะเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
เดือนสิงหาคมปี 2026 กำลังจะกลายเป็นปีที่ Bitcoin ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในรอบ 9 ปีหากยังคงระดับราคาเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม สถิติบ่งชี้ว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ Bitcoin เสี่ยงจะถูกปรับฐาน และทำผลงานได้แย่ที่สุด ซึ่งเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการโหวตร่างกฎหมาย Clarity Act และงานประชุม FOMC ที่ทำให้ความกังวลยิ่งทวีคูณ
เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น เดือนสิงหาคมก็จะสิ้นสุดลง แต่สำหรับ Bitcoin แล้วเดือนที่ 8 มักจะเป็นเดือนที่ราคาอ่อนแอและย่ำแย่ ทว่าในปีนี้กลับทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2017 ทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าจะมีอะไรรอเราอยู่ในเดือนกันยายน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ Coinglass มีการจดบันทึก Bitcoin สามารถปิดกราฟเดือนสิงหาคมในแดนบวกได้เพียง 4 ครั้งจาก 13 ครั้ง ระหว่างปี 2013 ถึง 2025 ส่งผลทำให้ผลตอบแทนมัธยฐานของเดือนสิงหาคมติดลบอยู่ที่ -6.99% ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.89% เท่านั้น

สาเหตุที่ตัวเลขเฉลี่ยนี้ถูกเบี่ยงเบนให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกือบทั้งหมดเป็นผลงานความผิดปกติของราคาในปี 2013 (+30%) และ 2017 (+65%) ซึ่งนอกจากสองปีดังกล่าวก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เดือนสิงหาคม Bitcoin จะทำผลงานได้น่าประทับใจ
หากย้อนดูแล้ว ในสองปีที่กล่าวไปข้างต้นล้วนเป็นปีที่พิเศษ เพราะปี 2013 เป็นช่วงที่ Bitcoin เพิ่งจะกลายเป็นกระแสรุนแรงและการพุ่งขึ้น 30% นั้นก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นนักเพราะมูลค่าตลาดยังคงต่ำทำให้ราคาผันผวนง่าย แถมยังเป็นการฟื้นตัวหลังจากที่เคยทะยานหลักร้อยเปอร์เซ็นต์มาแล้วก่อนหน้าที่จะมีการย่อตัว
ส่วนปี 2017 จะเป็นช่วงที่เกิดขึ้นในขณะที่เกิดการ hardfork ของ Bitcoin cash พอแยกตัวสำเร็จตลาดจึงคลายความกังวลและกลับมาเข้าซื้อ ประกอบกับปีนั้นเป็นปีที่เกิดการ ICO boom ร่วมด้วยทำให้ราคาปรับตัวขึ้นได้สูง
2026 จะเป็นอย่างไร?
มาถึงคำถามสำคัญที่หลายคนอยากทราบกันว่าปี 2026 จะเป็นอย่างไรต่อ เพราะทุกครั้งที่ Bitcoin ปิดกราฟเป็นบวกเดือน ส.ค. ย่อมจะมาพร้อมกับการปรับฐานในเดือน ก.ย. อย่างเลี่ยงไม่ได้โดยมีอัตราการเกิดขึ้นถึง 100% ในขณะที่เดือนกันยายนเองก็ถือเป็นเดือนที่ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดในรอบปี
สิ่งที่นักเทรดจำเป็นจะต้องจับตาหลังจากนี้ คือการลงมติโหวตร่างกฎหมาย CLARITY Act ในวันที่ 15 ก.ย. ควบคู่ไปกับงานประชุม FOMC ของเฟดที่เริ่มจัดขึ้นในวันเดียวกันไปจนถึงวันที่ 16 ซึ่งถ้าหากร่างกฎหมายถูกตีตกอีกครั้ง และ Kevin Warsh ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว หรือประกาศขึ้นดอกเบี้ย ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ว่าราคาจะมีการปรับฐานอย่างรุนแรงรออยู่ข้างหน้า
ปัจจุบันข้อมูลจาก Polymarket บ่งชี้ว่าโอกาสที่ CLARITY Act จะผ่านการอนุมัติในปีนี้ได้ลดลงมาเหลือเพียง 15% ในขณะที่โอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 68% พร้อมกับโอกาสขึ้นดอกเบี้ยที่ 33% เป็นการบ่งชี้ว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นนัก มีแต่จะทรงตัวหรือย่ำแย่กว่าเดิม

อย่างไรก็ตามด้วยความที่ในขณะนี้กองทุน ETFs ยังคงมีเงินไหลเข้าเป็นจำนวนมหาศาล ร่วมกับปริมาณความต้องการในตลาดสปอต และอุปทานที่ถูกโอนออกจากกระดานเทรด ได้ทำให้การคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดจากนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากเพราะต่างฝ่ายก็มีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจน
สุดท้ายแล้วนักเทรดก็ต้องมาดูกันว่าแรงซื้อที่เข้ามาใหม่นั้นจะมากพอที่จะกลบข่าวร้ายได้หรือไม่หากโชคไม่เข้าข้าง หรือตลาดคริปโทฯ ในปีนี้จะฉีกหน้าประวัติศาสตร์และหลุดออกจากวัฏจักรที่เคยดำเนินมาตั้งแต่อดีต
บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

