สรุปข่าว
- กระเป๋า Bitcoin ที่หลับใหลมานานเกือบ 12 ปี ตื่นขึ้นมาในเดือนมีนาคม ส่ง BTC มูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ไปยังผู้ให้บริการดูแลรับฝากทรัพย์สิน รายใหญ่ ก่อนได้เงินเกือบเท่าเดิมกลับคืนมาในอีก 3 สัปดาห์ต่อมา
- 7 สัปดาห์หลังจากนั้น เจ้าของกระเป๋าตัดสินใจเผา BTC ทั้งหมดทิ้งอย่างถาวร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ใหญ่ที่มีการเผา Bitcoin รวม 107 BTC ในเดือนพฤษภาคม คิดเป็นมูลค่าราว 8.5 ล้านดอลลาร์
- Chainalysis ตรวจสอบพบว่า กระเป๋าทั้ง 5 ใบที่เกี่ยวข้องน่าจะถูกควบคุมโดยบุคคลเดียวกัน ซึ่งมีร่องรอยย้อนไปถึงยุค Mt. Gox แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่า ทำไมเจ้าของถึงเลือกทำลายทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลเช่นนี้
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของกระเป๋าเก่าจำนวนหนึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณ BTC หมุนเวียนทั้งหมด แม้จะมีมูลค่ารวมหลายล้านดอลลาร์แต่ก็ยังเล็กเกินกว่าจะสร้างแรงกดดันด้านอุปทานในตลาดจริง
เรื่องราวเริ่มต้นจากกระเป๋า Bitcoin ใบหนึ่งที่ไม่มีความเคลื่อนไหวมาเกือบ 12 ปี จู่ ๆ ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นักศึกษาด้าน Bitcoin ที่ใช้ชื่อว่า Bennet สังเกตเห็นว่า กระเป๋านี้โอน 20.00010537 BTC ไปยังผู้ให้บริการ รับฝากทรัพย์สินรายใหญ่ ก่อนที่จะได้รับเงินคืนกลับมาเกือบครบถ้วนในอีก 3 สัปดาห์ถัดมา โดยขาดหายไปเพียงประมาณ 3 ดอลลาร์เท่านั้น
แต่ในอีก 7 สัปดาห์ต่อมา เหรียญทั้งหมดกลับถูกโอนไปยังกระเป๋าที่ไม่สามารถดึงเงินออกมาใช้ได้อีก หรือพูดง่าย ๆ คือถูกเผาทิ้งอย่างถาวร ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เนื่องจากในเดือนพฤษภาคมพบว่า มี Bitcoin ถูกเผาทิ้งในลักษณะเดียวกันนี้รวมกันถึง 107 BTC คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ขณะนั้น

เจ้าของกระเป๋าเดียวกัน 5 กระเป๋า ร่องรอยจาก Mt. Gox
ทีมวิเคราะห์บล็อกเชนจาก Chainalysis พบว่า กระเป๋าทั้ง 5 ใบที่ทำลาย BTC ทิ้งนั้นมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเป็นเจ้าของคนเดียวกัน เนื่องจากถูกสร้างและเติมเงินครั้งแรกในวันเดียวกัน เมื่อเดือนเมษายน ปี 2014 รวมทั้งยังมีการโอนเหรียญในจำนวนใกล้เคียงกันไปยังกระเป๋าฝากเงินเดียวกัน บนตลาดแลกเปลี่ยนรายใหญ่
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมการทำงานแบบผลัดกันใช้งานอย่างเป็นระบบ โดยกระเป๋าหนึ่งจะโอนเหรียญเข้าตลาดแล้วหยุดเคลื่อนไหว จากนั้นให้อีกกระเป๋าหนึ่งเริ่มทำหน้าที่ต่อด้วยมูลค่าและจังหวะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ซึ่งเส้นทางการเงินส่วนใหญ่สามารถสืบย้อนกลับไปยังกระเป๋าเงินของ Mt. Gox ซึ่งบ่งชี้ว่าเจ้าของน่าจะเป็นนักลงทุน Bitcoin รุ่นแรก ๆ
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า เหรียญถูกถอนออกมาจาก Mt. Gox โดยตรง เนื่องจากกระดานเทรดนี้ ปิดตัวไปตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2014
ซึ่งกระเป๋าเงิน ทั้ง 5 นี้เพิ่งได้รับเหรียญ Bitcoin เข้ามาในเดือนเมษายน ทำให้ Bennet มองว่า เจ้าของกระเป๋าอาจเป็นผู้โชคดีที่ถอนเหรียญออกมาได้ทัน ก่อนระบบจะล่ม
ส่วนผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ (Custodian) นั้น ทาง Chainalysis ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อ ระบุเพียงแค่ว่า เป็นกระดานเทรดรายใหญ่ที่มีนโยบายปกปิดข้อมูลลูกค้า
เบาะแสตัวเลขมูลค่า 10,400 ดอลลาร์ที่ซ้ำกันทุกครั้ง
มีการตรวจพบพฤติกรรมที่น่าสนใจของหนึ่งในห้ากระเป๋าเงินคริปโทฯ ที่ได้ทยอยโอน Bitcoin รวม 19.6 BTC ผ่าน 60 ธุรกรรมไปยังผู้ดูแลรับฝากทรัพย์สิน ในช่วงปี 2022 ถึง 2024
ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกใจคือ จำนวนเหรียญที่ส่งในแต่ละครั้งจะแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 0.15 ถึง 0.62 BTC แต่เมื่อลองแปลงเป็นมูลค่าดอลลาร์กลับพบความเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัด เพราะแม้ราคา Bitcoin ในช่วงเวลาดังกล่าวจะพุ่งขึ้นมามากกว่า 4 เท่าตัว แต่ 58 จาก 60 ธุรกรรมกลับมีมูลค่าเกาะกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 10,400 ดอลลาร์สหรัฐ บวกลบไม่เกิน 10% แทบทุกครั้ง

ที่อยู่ดังกล่าวส่ง Bitcoin จำนวน 19.6 BTC ใน 60 ธุรกรรมไปยังผู้ดูแลบัญชีรายเดียวกัน แหล่งที่มา: Mempool.space
สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า เจ้าของไม่ได้ตั้งใจส่งจำนวนเหรียญ Bitcoin ให้เท่ากันในแต่ละครั้ง แต่ตั้งเป้าทยอยส่งตามมูลค่าเงินดอลลาร์ที่คงที่ ซึ่ง Bennet มองว่า นี่น่าจะเป็นกลยุทธ์การทยอยขายทำกำไรอย่างเป็นระบบ และมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า
จุดที่น่าสนใจคือ ความถี่ในการทำธุรกรรมนั้นไม่สม่ำเสมอ บางช่วงมีการโอนถี่ติดๆ กัน ขณะที่บางช่วงก็เว้นว่างไปนาน ซึ่งลักษณะแบบนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนที่ทยอยโอนเงินตามจำนวนที่ต้องการเฉพาะยามจำเป็น มากกว่าจะเป็นการเซตระบบอัตโนมัติให้ทำงานตามตารางเวลา
การเดินทางของเงินมูลค่าหลักล้านดอลลาร์ ที่สุดท้ายแล้วก็โอนหมุนเวียนกลับมาจบลงที่เดิม
แต่ทฤษฎีการเทขายทำกำไรไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมได้เลย เนื่องจาก หลังจากกระเป๋าใบนี้กระเป๋านิ่งสงบมานานถึง 12 ปี จู่ๆ ก็มีการโอน Bitcoin ออกไปทั้งหมด 20.00010537 BTC แต่กลับได้รับเงินโอนกลับคืนมาแทบจะเท่าเดิมที่ 20.00006037 BTC โดยมีส่วนต่างหายไปเพียง 4,500 ซาโตชิ หรือประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัยการซื้อขายทั่วไป เพราะสุดท้ายแล้วเงินเกือบทั้งหมดก็ถูกส่งกลับมาที่เดิม

ที่อยู่นี้ส่ง BTC จำนวน 20 เหรียญและได้รับ BTC กลับมา 20 เหรียญ แหล่งที่มา: Mempool.space
นอกจากนี้ เงินที่ได้คืนมา ยังถูกทยอยส่งกลับเข้ามา 3 วันติดต่อกันในลักษณะตัวเลขกลมๆ คือ 7 BTC, 7 BTC และ 6.00006037 BTC ตามลำดับ ซึ่ง Bennet มองว่า น่าจะเกิดจากการติดลิมิตวงเงินถอนรายวันของทางผู้ดูแลรับฝากทรัพย์สิน
ที่สำคัญที่สุดคือ เหรียญถูกส่งกลับมายังกระเป๋าเดิม และประวัติธุรกรรมยังยืนยันว่าใช้ Private Key ดอกเดียวกันทั้งตอนโอนออกในเดือนมีนาคมและตอนเผาเหรียญในเดือนพฤษภาคม แสดงว่าเป็นฝีมือของเจ้าของคนเดียวกันมาโดยตลอด ซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดนี้ เป็นไปได้ยากมากที่จะเป็นการเทรดหรือแลกเปลี่ยนตามปกติ
สมมติฐานที่เป็นไปได้ แต่ไม่มีข้อไหนตอบโจทย์ได้ครบถ้วน
ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวคิดไว้หลายมุมมอง แต่ยังไม่มีทฤษฎีไหนที่สามารถอธิบายเหตุการณ์นี้ได้สมบูรณ์แบบ
บางคนมองว่า เจ้าของอาจแค่อยากทดสอบกระเป๋าเงินเก่าหรือระบบดูแลสินทรัพย์ (Custodian) หลังทิ้งไว้นาน 12 ปี เพื่อให้มั่นใจว่า กุญแจและระบบยังใช้งานได้จริง แต่ข้อสงสัยคือ หากทดสอบผ่านแล้ว เหตุใดจึงต้องเผาเหรียญทิ้งในภายหลัง?
ขณะที่บางฝ่ายคาดว่า อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษี หรือข้อบังคับทางกฎหมาย แต่ก็ไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับกฎหมายหรือเหตุการณ์ทางภาษีใดๆ ที่ชัดเจน
อีกแนวคิดหนึ่งคือ เรื่องความเป็นส่วนตัว การโอนเงินผ่านระบบ Custodian ที่นำเหรียญไปปะปนกับลูกค้ารายอื่น จะช่วยลบการสะกดรอยและทำให้ติดตามเส้นทางเงินบนบล็อกเชนได้ยากขึ้น ฟังดูมีความเป็นไปได้ แต่วิธีนี้ก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดีว่า ทำไมสุดท้ายถึงต้องทำลายเหรียญทิ้ง
ส่วนสมมติฐานที่แปลกออกไปมองว่า นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ แม้แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากนักสืบบล็อกเชนไม่กี่คนก็ตาม
โดย Bennet ได้เสนอความเป็นไปได้ว่า เจ้าของอาจเป็นมหาเศรษฐีที่ไร้ทายาท จึงตั้งใจเผาเหรียญทิ้งถาวร เพื่อลดอุปทาน (Supply) ของ Bitcoin ในระบบอย่างเปิดเผย ดีกว่าปล่อยให้กุญแจสูญหายไปเฉยๆ
แม้แต่ Chainalysis ก็ยอมรับตามตรงว่า ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ว่า เหตุใดเจ้าของถึงย้ายเงินก้อนใหญ่ที่หยุดนิ่งมานานผ่าน Custodian เพื่อรับเงินคืนกลับมาเกือบเท่าเดิม แล้วสุดท้ายกลับเลือกที่จะเผามันทิ้งทั้งหมด
แม้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะบันทึกทุกธุรกรรมได้อย่างละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่กลับไม่เคยบอกถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำ ทำให้ปริศนามูลค่าล้านดอลลาร์นี้ยังคงหาคำตอบไม่ได้ต่อไป
ที่มา : cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้บล็อกเชนจะโปร่งใสจนตรวจสอบได้ทุกธุรกรรม แต่เหตุผลและจิตใจของมนุษย์กลับเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุด โดยทฤษฎีที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ เจ้าของน่าจะต้องการทดสอบระบบผู้ดูแลรับฝากทรัพย์สิน และเพิ่มความเป็นส่วนตัว ก่อนตัดสินใจเผาเหรียญทิ้งเพื่อปิดฉากกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับตัวตนเดิมอย่างถาวร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็คงยังมีให้เห็นอีกเรื่อยๆ ในอนาคต เพราะยุค Mt. Gox ยังคงมีร่องรอยของนักลงทุนรุ่นเก๋าอีกมาก ที่เหรียญยังคงนิ่งสงบและรอวันตื่นขึ้นมา

