bitkub-banner

a16z เผยบททดสอบถัดไปของบล็อกเชนไม่ใช่ความเร็วแต่เป็นสิ่งนี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • a16z ชี้ความเร็วบล็อกเชนเริ่มหมดความสำคัญ เปลี่ยนโฟกัสสู่ความแม่นยำในการจัดลำดับ
  • สิ่งที่สถาบันการเงินต้องการคือความตรงต่อเวลาและการประมวลผลคำสั่งตามลำดับที่คาดเดาได้ ซึ่งการสลับลำดับธุรกรรมเพื่อหาประโยชน์ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ด่วน
  • บล็อกเชนยุคใหม่ เช่น Solana เริ่มหันมาใช้ระบบจัดลำดับคำสั่งที่รัดกุมขึ้นเพื่อลดปัญหา MEV

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

รายงานฉบับใหม่จาก a16z crypto ชี้ว่าการแข่งขันด้านความเร็วในการทำธุรกรรม ของบล็อกเชนเริ่มหมดความสำคัญลง ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ความยุติธรรมและความคาดเดาได้ในการจัดลำดับธุรกรรม เพื่อรองรับการเข้าสู่โลกออนเชนของสถาบันการเงิน และเป็นการสร้างระบบการเงินออนเชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน บริษัทชั้นนำอย่าง a16z crypto ได้ออกรายงานฉบับใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่า การนำความเร็วในการทำธุรกรรมพื้นฐานมาเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินประสิทธิภาพของบล็อกเชนอาจเป็นเรื่องที่ล้าหลังและเริ่มหมดความสำคัญแล้ว

รายงานอ้างว่า จุดเด่นที่บล็อกเชนสามารถรองรับปริมาณการซื้อขายมหาศาลนั้น เริ่มมีความสำคัญลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยปัจจัยที่มีความสำคัญและตอบโจทย์กว่าในปัจจุบันคือ “ธุรกรรมเหล่านั้นสามารถมาถึงเป้าหมายได้ตรงเวลาและมีลำดับการประมวลผลที่คาดเดาได้หรือไม่”

ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสถาบันทางการเงิน ผู้ออกสินทรัพย์ และผู้ดูแลสภาพคล่องที่กำลังย้ายฐานเข้ามาสู่โลกออนเชน เพราะต่อให้เครือข่ายจะสามารถประมวลผลได้หลายพันธุรกรรมต่อวินาที แต่หากมีผู้เล่นบางรายสามารถเข้ามาแทรกแซงด้วยการดึงเวลา หรือสลับลำดับธุรกรรมได้ เครือข่ายนั้นก็จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการซื้อขายทางการเงิน

ความเร็วไม่ใช่คำตอบ

ในรายงาน State of Crypto ประจำปี 2025 ของ a16z เคยระบุว่า ความเร็วการประมวลผลรวมของเครือข่ายหลักเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากไม่ถึง 25 ธุรกรรมต่อวินาที พุ่งสูงเกินกว่า 3,400 ธุรกรรมต่อวินาที ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่าระบบที่ใช้งานจริงบางระบบสามารถรองรับได้สูงถึงหลักหมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ความเร็วเพียงอย่างเดียวไม่อาจพอสำหรับตลาดการเงิน เนื่องจากระบบชำระเงินทั่วไปอาจยอมรับความล่าช้าในระดับวินาทีได้ แต่ระบบตลาดการเงินไม่สามารถยอมรับความล่าช้าดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาเกิดการแกว่งตัวอย่างรุนแรง

a16z ได้ยกตัวอย่างปัญหาว่า สมมติให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศนโยบายสำคัญที่ส่งผลให้ราคาในตลาดพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน บรรดาผู้ดูแลสภาพคล่องจะรีบยกเลิกราคาเก่าที่ไม่เป็นปัจจุบันเพื่อเสนอราคาใหม่ทันที 

แต่หากคำสั่งยกเลิกเหล่านั้นส่งไปไม่ตรงเวลา กลุ่มผู้เก็งกำไรจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลราคาเก่าเพื่อเข้าทำกำไรก่อนที่ผู้ดูแลสภาพคล่องจะทันตั้งคำสั่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้ผู้ดูแลสภาพคล่องต้องแบกรับผลขาดทุน อีกทั้ง ความเสี่ยงดังกล่าวอาจบีบให้ผู้ดูแลสภาพคล่องต้องขยายสเปรดส่วนต่างราคาซื้อขายให้กว้างขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อทุกคนในตลาดจากราคาที่แย่ลงและสภาพคล่องที่ลดลง

ตัวการร้าย

สำหรับปัญหาดังกล่าวที่พวกเขากังวลจะถูกเรียกว่า MEV (Maximal Extractable Value) คือการที่ผู้ตรวจสอบรายการบนบล็อกเชน แอบสลับลำดับรายการเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการทำ Sandwich Attack ที่มีคนแอบเห็นคำสั่งซื้อของคุณ จากนั้นพวกเขาจึงยัดคำสั่งซื้อของตัวเองตัดหน้าให้ราคาพุ่ง แล้วค่อยเอาคำสั่งของคุณไปประมวลผล จากนั้นเขาก็ขายใส่ทันทีเพื่อกินส่วนต่าง ซึ่งปัญหานี้เคยสร้างความเสียหายสะสมแก่ผู้ใช้ Ethereum สูงถึง 686 ล้านดอลลาร์ ทำให้องค์กรระดับโลกอย่าง BIS และ IOSCO ต้องออกโรงเตือนว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายในตลาดการเงินปกติ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

เพื่อดึงดูดเงินทุนมหาศาลจากสถาบันการเงิน บล็อกเชนในอนาคตจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากการแข่งกันเรื่องความเร็วอย่างเดียวไปสู่การสร้าง ความยุติธรรมในการจัดลำดับธุรกรรม

ตัวอย่างที่มีให้เห็นแล้วคือเครือข่ายดัง Solana ที่ได้เริ่มปรับใช้วิธีจัดลำดับคำสั่งที่รัดกุมขึ้น จนลดปัญหาการโจมตีแบบ Sandwich Attack ลงไปได้มาก

ในภาพรวม a16z สรุปว่า มีเพียงบล็อกเชนที่สามารถมอบความยุติธรรมและความมีประสิทธิภาพในการส่งคำสั่งท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวนเท่านั้น ที่จะสามารถดึงดูดปริมาณคำสั่งซื้อขายจากสถาบันการเงินและสร้างสภาพคล่องที่ลึกพอได้ แม้ว่าโปรโตคอลที่จำเป็นเหล่านี้จะมีความซับซ้อนกว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน และกลไกการส่งคำสั่งซื้อขายที่ดีที่สุดยังคงอยู่ในช่วงของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ที่มา: Cryptopolitan