สรุปข่าว
- มิจฉาชีพใช้อีเมลแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐเข้าล้วงข้อมูลลูกค้า Revolut ส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัว เอกสารยืนยันตัวตน และประวัติการทำธุรกรรม Bitcoin รั่วไหล
- Revolut ยืนยันว่ากระทบลูกค้าจำนวนน้อยและสินทรัพย์ยังปลอดภัย แต่โลกออนไลน์ได้เตือนว่าข้อมูลระบุตัวตนที่หลุดอาจถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ข่มขู่รีดไถแบบถึงตัว
- เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเคสข้อมูลรั่วไหลของ SafePal และ Trezor ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงภัยคุกคามความปลอดภัยข้อมูลในฝั่งฟินเทคที่เพิ่มสูงขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Revolut แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลและธนาคารออนไลน์ออกมายอมรับว่า ข้อมูลอ่อนไหวของลูกค้า ได้แก่ ข้อมูล KYC และประวัติการทำธุรกรรม Bitcoin รั่วไหล หลังจากมิจฉาชีพใช้เทคนิคปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐติดต่อเข้ามาทางอีเมล ส่งผลทำให้ข้อมูลที่หลุดออกไปอาจถูกนำไปใช้เป็นเป้าหมายในการโจมตีแบบถึงตัว เพื่อข่มขู่รีดไถสินทรัพย์โดยตรง
Revolut แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลและธนาคารออนไลน์ได้ออกมาแถลงการณ์ยอมรับว่าข้อมูลอ่อนไหวของลูกค้า ได้ถูกขโมยออกไปโดยมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งที่ปลอมตัวเข้ามาเป็นหน่วยงานจากรัฐเพื่อล้วงข้อมูลผ่านอีเมล
ทางบริษัทเปิดเผยว่าข้อมูลที่หลุดไปอาจประกอบไปด้วย ชื่อ วันเกิด รหัสไปรษณีย์ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ รวมไปถึงสำเนาเอกสารราชการ เช่น พาสปอร์ต ใบขับขี่ รูปถ่ายเซลฟี่ยืนยันตัวตน และประวัติการทำธุรกรรมที่ครอบคลุมถึง Bitcoin
Revolut ยืนยันว่า ข้อมูลที่หลุดออกไปจะกระทบเพียงแค่ลูกค้าไม่กี่รายเท่านั้น และสินทรัพย์ของลูกค้ายังคงปลอดภัยอยู่ดี โดยทางบริษัทจะทำการติดต่อไปยังผู้เสียหายโดยตรง ทว่า พวกเขาก็ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่าแท้จริงแล้วมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนกี่ราย และมิจฉาชีพได้ทำการแอบอ้างเป็นหน่วยงานไหนเข้ามาได้แนบเนียนจนปฏิบัติการสำเร็จ
คำเตือนจากนักสืบ
ZachXBT นักสืบบล็อกเชนชื่อดัง ได้ประกาศแจ้งเตือนแก่ผู้ติดตามว่า การโจมตีในครั้งนี้อาจมีเป้าหมายที่เพ่งเล็งไปที่ผู้ใช้กระเป๋าหนัก จึงเป็นเหตุทำให้จำนวนของข้อมูลที่หลุดมีจำนวนไม่มาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การสูบเงินออกจากช่องทางของ Revolut หากแต่เป็นข้อมูลที่พวกเขาได้ไปอาจถูกนำมาใช้เพื่อการ Wrench Attack หรือการโจมตีแบบถึงตัวเหยื่อเพื่อข่มขู่ รีดไถ เงินที่มีอยู่โดยตรง เพราะสามารถทำได้ง่ายและมีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก
ตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลอ่อนไหวของลูกค้าได้ถูกเจาะจากบริษัทฟินเทคคริปโทฯ ถึง 3 แห่ง เริ่มจาก SafePal ผู้ให้บริการ wallet ลามไปยัง Trezor ผู้ผลิต hardware wallet และ Revolut ในกรณีล่าสุด นั่นจึงทำให้ความปลอดภัยของลูกค้ากำลังถูกคุกคามจากผู้ไม่ประสงค์ดี และต้องอยู่อย่างหวาดระแวงไปตลอดกาล
ที่มา: The Block
มุมมองผู้เขียน : เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ามิจฉาชีพได้วิวัฒนาการขึ้นแล้วและเปลี่ยนเป้าหมายจากการเจาะระบบเพื่อสูบเงินมาใช้เทคนิคอื่นแทนซึ่งอันตรายกว่ามาก หากแพลตฟอร์มถูกปล้นอย่างมากลูกค้าก็แค่สูญเงินและต้องเสียเวลาฟ้องร้อง แต่เทคนิคใหม่นี้เหยื่อจะไม่สามารถหนีพ้นมิจฉาชีพได้เลย เพราะไม่แน่ว่าข้อมูลอาจจะถูกขายทอดตลาดมืดไปแล้วก็ได้

