bitkub-banner

วัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin ถึงกาลอวสาน? ผู้เชี่ยวชาญชี้ ETF และเงินทุนสถาบันพา Bitcoin เข้าสู่ยุคใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00

สำหรับนักลงทุนในโลกคริปโทเคอร์เรนซีมาอย่างยาวนาน เราต่างคุ้นเคยกับจังหวะชีวิตของ Bitcoin ที่ดูเหมือนจะคาดเดาได้ราวกับฤดูกาล มันคือ “วัฏจักรสี่ปี” (Four-Year Cycle) ซึ่งเป็นวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยมีจุดเริ่มต้นจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Halving

กราฟ All Time ของ BTC/USD ที่มา: Tradingview

อธิบายง่ายๆ คือ ทุกๆ สี่ปี ระบบของ Bitcoin จะลดจำนวนเหรียญใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาลงครึ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ เหตุการณ์นี้ทำให้ Bitcoin หายากขึ้น และในอดีตมันได้จุดชนวนให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล (ตลาดกระทิง) ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกออกและราคาร่วงลงอย่างหนัก (ตลาดหมี) แล้วจึงค่อยๆ ฟื้นตัวเพื่อรอวัฏจักรรอบใหม่ แต่วันนี้ ผู้เชี่ยวชาญระดับนำของวงการหลายคนกลับพร้อมใจกันประกาศว่า “กฎ” ที่เคยศักดิ์สิทธิ์นี้กำลังจะถูกล้มล้างไปตลอดกาล

“วัฏจักรได้ตายไปแล้ว”

ผู้ที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมาอย่างแข็งขันคือ Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bitwise บริษัทจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลชื่อดัง เขาเชื่อว่าโครงสร้างของตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง และนี่คือเหตุผลหลักๆ ที่เขานำมาสนับสนุนแนวคิดนี้

  • Halving ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป Hougan ระบุว่า “Halving จะมีความสำคัญลดลงครึ่งหนึ่งในทุกๆ สี่ปี” หมายความว่ายิ่งมี Bitcoin หมุนเวียนในระบบมากขึ้นเท่าไร การลดจำนวนเหรียญใหม่ในแต่ละครั้งก็ยิ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานโดยรวมน้อยลงเท่านั้น เปรียบเหมือนการเติมน้ำหนึ่งหยดลงในสระว่ายน้ำที่เกือบเต็มแล้ว ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมได้น้อยกว่าการเติมน้ำหนึ่งหยดลงในแก้วใบเล็ก
  • ทิศทางดอกเบี้ยที่เปลี่ยนเป็นใจ ในอดีต เมื่ออัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรสูงขึ้น นักลงทุนมักจะย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต แต่ปัจจุบัน แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงทำให้การฝากเงินในธนาคารหรือซื้อพันธบัตรไม่น่าดึงดูดใจเท่าเดิม นักลงทุนจึงหันมามองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่าง Bitcoin ซึ่งกลายเป็นปัจจัยบวกที่ดึงดูดเงินทุนเข้ามา
  • ตลาดมีเกราะป้องกันที่ดีขึ้น Hougan ชี้ว่า “ความเสี่ยงจากการล่มสลายได้ลดน้อยลง” เนื่องจากอุตสาหกรรมคริปโตเริ่มมีกฎระเบียบที่ชัดเจนมากขึ้น และที่สำคัญคือการเข้ามาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดไม่ได้เป็นเหมือน “ยุคคาวบอย” อีกต่อไป แต่มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ตัวแปรสำคัญที่พลิกเกมอย่างแท้จริงคือการที่สหรัฐอเมริกาอนุมัติการจัดตั้ง Spot Bitcoin ETF เมื่อเดือนมกราคม 2024 สิ่งนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูเขื่อนให้เงินทุนมหาศาลจากโลกการเงินดั้งเดิมสามารถไหลเข้าสู่ Bitcoin ได้โดยตรงและง่ายดาย ผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและนักลงทุนสถาบันคุ้นเคย Hougan เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การโยกย้ายเงินทุนที่อาจกินเวลา 5-10 ปี” ซึ่งหมายถึงการเข้ามาของกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนเพื่อการศึกษา และแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งต่างๆ ซึ่งเป็นเงินทุนระยะยาวที่ไม่ได้เข้ามาเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

ด้วยเหตุนี้ Hougan จึงคาดการณ์ว่าตลาดจากนี้ไปจะไม่ใช่ “Super-cycle” ที่ราคาพุ่งขึ้นฟ้าแล้วดิ่งเหว แต่จะเป็น “การเติบโตที่มั่นคงและต่อเนื่อง” และคาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่แข็งแกร่งของคริปโต

เมื่อรถไฟเหาะจอดสนิท จะเกิดอะไรขึ้นถ้า “วัฏจักร 4 ปี” ของ Bitcoin หายไป?

หากคำทำนายของกูรูอย่าง Matt Hougan และคนอื่นๆ เป็นจริง และวัฏจักร “กระทิง-หมี” ที่ขับเคลื่อนด้วย Halving ได้สิ้นสุดลง ตลาดคริปโตที่เราเคยรู้จักจะเปลี่ยนไปตลอดกาล มันจะไม่ใช่การรอคอย “รอบ” ของตลาดอีกต่อไป แต่จะเป็นการเข้าสู่ “ยุค” ใหม่ที่มีกฎเกณฑ์และพฤติกรรมแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

นี่คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น

1. จาก “วิ่งสี่คูณร้อย” สู่ “วิ่งมาราธอน” (Sustained & Steady Boom)

หัวใจของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเปลี่ยนจาก “ตลาดกระทิงที่ระเบิดรุนแรง” ไปสู่ “การเติบโตที่มั่นคงและต่อเนื่อง” (sustained and steady boom)

ภาพเดิม ราคา Bitcoin พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่งในเวลาสั้นๆ (เช่น ในปี 2017, 2021) ทำกำไรมหาศาล แล้วก็พังทลายลงมาอย่างรุนแรง นักลงทุนต้องจับจังหวะเข้า-ออกให้ดีเหมือนการวิ่งแข่งระยะสั้น

ภาพใหม่ เราอาจจะได้เห็นราคา Bitcoin ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน อาจจะไม่มีการทำกำไร 10 เท่าในหนึ่งปี แต่ก็อาจจะไม่มีการขาดทุน 80% ในปีถัดไปเช่นกัน การลงทุนจะเปลี่ยนเป็นการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว เหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องใช้ความอดทนและมองไปที่เส้นชัยข้างหน้า

2. ความผันผวนจะ “เชื่อง” ลง แต่ไม่หายไป

หนึ่งในเอกลักษณ์ของ Bitcoin คือความผันผวนที่รุนแรงราวกับรถไฟเหาะ ในยุคใหม่นี้ รถไฟเหาะขบวนดังกล่าวอาจจะวิ่งนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ภาพเดิม การที่ราคาดิ่งลง 80% จากจุดสูงสุดเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนต้องเจอ

ภาพใหม่ James Seyffart นักวิเคราะห์จาก Bloomberg คาดว่าการปรับฐานรุนแรงอาจจะลดลงเหลือราว 50% แม้จะยังถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น แต่ก็ไม่น่าหวาดเสียวเท่าเดิม Matt Hougan ย้ำว่า “ความผันผวนที่สำคัญจะยังคงอยู่” แต่มันจะเป็นความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ มากกว่าการเก็งกำไรที่ไร้การควบคุม

3. ตำราการลงทุนต้องเขียนใหม่ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดเปลี่ยนไป

เมื่อ Halving ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป นักลงทุนจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยใหม่ๆ ที่กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด

ภาพเดิม นักลงทุนนับถอยหลังสู่วัน Halving และจับตาดูกราฟในอดีตเพื่อคาดการณ์อนาคต

ภาพใหม่ ปัจจัยชี้วัดจะซับซ้อนและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ได้แก่

  • กระแสเงินทุนจาก ETF ยอดซื้อขาย Spot Bitcoin ETF จะกลายเป็นตัวชี้วัดความต้องการของสถาบันที่สำคัญที่สุด
  • การยอมรับของสถาบัน ต้องติดตามข่าวว่ามีกองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือบริษัทบริหารความมั่งคั่งรายใหญ่แห่งใดบ้างที่เริ่มจัดสรรเงินทุนเข้าสู่ Bitcoin
  • กฎระเบียบและนโยบาย ข่าวสารด้านกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับคริปโตในประเทศเศรษฐกิจหลักๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • ภาวะเศรษฐกิจมหภาค อัตราดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องวิเคราะห์ไม่ต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ดั้งเดิม

4. ชะตากรรมของเหรียญเล็ก (Altcoins) อาจเปลี่ยนไป

วัฏจักรของ Bitcoin มักจะนำมาซึ่ง “Altcoin Season” หรือช่วงเวลาที่เงินกำไรจาก Bitcoin ไหลทะลักเข้าไปเก็งกำไรในเหรียญขนาดเล็กกว่า ทำให้ราคาพุ่งขึ้นหลายร้อยหลายพันเปอร์เซ็นต์ หาก Bitcoin มีเสถียรภาพมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้อาจเปลี่ยนไป

ภาพเดิม นักลงทุนโยกเงินจาก Bitcoin ที่เริ่มวิ่งช้า ไปยัง Altcoin ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเพื่อทำกำไรรอบใหญ่

ภาพใหม่ เมื่อ Bitcoin เติบโตอย่างมั่นคง เงินทุนอาจจะยังคงอยู่ใน Bitcoin ต่อไปในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลกดิจิทัล การเก็งกำไรใน Altcoin อาจจะลดความร้อนแรงลง และนักลงทุนจะหันไปพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและประโยชน์ใช้สอยจริงของแต่ละโปรเจกต์มากขึ้น แทนที่จะหวังรวยเร็วจากการปั่นราคา

โดยสรุป หากวัฏจักร 4 ปีสิ้นสุดลงจริง มันคือสัญญาณว่า Bitcoin กำลังก้าวข้ามจากการเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรสุดขั้ว ไปสู่การเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investable Asset) ที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มันจะถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลก และพฤติกรรมของมันก็จะคล้ายคลึงกับสินทรัพย์ดั้งเดิมอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งนี่อาจเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการความมั่นคง แต่ก็อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของยุค “รวยทางลัด” ที่เคยเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจของโลกคริปโตก็เป็นได้

เสียงค้านและมุมมองที่แตกต่าง

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนที่เชื่อว่าวัฏจักรแบบเดิมยังคงอยู่ และอาจจะอันตรายกว่าเดิมด้วยซ้ำ

  • มุมมองฝ่ายค้าน Nick Hansen ซีอีโอของ Luxor บริษัทเหมืองขุด Bitcoin คือหนึ่งในผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าความจริงคือสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง” เขาชี้ไปที่ความเสี่ยงใหม่คือ “บริษัทคลัง Bitcoin” ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ระดมทุนไปซื้อ Bitcoin จำนวนมาก Hansen แย้งว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่ “สาวก Bitcoin ตัวยง” ที่จะถือเหรียญไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากราคา Bitcoin ร่วงหนัก 50% พวกเขาจะถูกกดดันอย่างหนักจากผู้ถือหุ้นให้เทขาย Bitcoin ออกมาเพื่อพยุงราคาหุ้นของตัวเอง ซึ่งการเทขายนี้จะยิ่งซ้ำเติมให้ราคา Bitcoin ดิ่งลงไปอีก
  • มุมมองสายกลาง James Seyffart นักวิเคราะห์ ETF จาก Bloomberg Intelligence มีความเห็นที่นุ่มนวลกว่า เขาเชื่อว่าวัฏจักรยัง “มีอยู่ แต่จะลดความรุนแรงลง” เขาเปรียบเทียบกับรถไฟเหาะที่ “ความสูงชันและความลึกจะไม่เลวร้ายเท่าเดิม” จากที่เคยร่วง 80% ในอดีต อาจจะเหลือแค่ร่วง 50% เพราะมีเงินทุนจากสถาบันที่มั่นคงกว่าเข้ามาช่วยพยุง แต่เขาก็เตือนว่า แม้แต่ที่ปรึกษาการเงินที่นำเงินลูกค้ามาลงใน ETF ก็อาจสร้างแรงขายได้เช่นกัน เช่น หากตั้งเป้าลงทุนใน Bitcoin ไว้ 5% ของพอร์ต แต่ราคา Bitcoin พุ่งจนสัดส่วนกลายเป็น 10% พวกเขาก็อาจจะต้อง “ขาย” ส่วนเกินออกเพื่อปรับสมดุลพอร์ต
  • มุมมองดั้งเดิม ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อย่าง Rekt Capital ยังคงยึดมั่นในรูปแบบประวัติศาสตร์ เขาเตือนว่าหากวัฏจักรนี้ซ้ำรอยปี 2020 ตลาดกระทิงอาจเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน และจะถึงจุดสูงสุดราวเดือนตุลาคม 2025

บทสรุป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทำนายการสิ้นสุดของวัฏจักร ทฤษฎี “Supercycle” ก็เคยถูกพูดถึงในปี 2020 แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อ Bitcoin ยังคงร่วงลงกว่า 75% ในปี 2022 ตามรูปแบบเดิมเกือบทุกประการ

บทสรุปในวันนี้จึงยังคงคลุมเครือ ตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสองพลังที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งคือเม็ดเงินมหาศาลจากสถาบันที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคือพฤติกรรมของนักลงทุนหน้าใหม่เหล่านี้ยังไม่เคยถูกทดสอบในตลาดหมีที่รุนแรง และรูปแบบในอดีตก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

ดังที่ Hansen กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิด “สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ คือดินแดนที่เราไม่เคยไปถึงมาก่อน อย่างแน่นอน” กฎเก่าอาจใช้ไม่ได้ผล แต่กฎใหม่ก็ยังไม่ถูกเขียนขึ้นมา นักลงทุนทั่วโลกจึงกำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความตื่นเต้นและความไม่แน่นอนครั้งประวัติศาสตร์

ที่มา: cointelegraph , yahoo finance