วันที่ 12 ธ.ค.2025 กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการเงินสหรัฐฯ เมื่อเฟดเตรียมกลับมาซื้อ “บอนด์” หรือ “พันธบัตรสหรัฐฯ” อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายอัดฉีดสภาพคล่องกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบการเงิน ซึ่งการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ มีความคล้ายกับการทำ QE ที่ส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น และมักกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะยาว
ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทันที คือแรงซื้อพันธบัตรของเฟดจะกดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวลดลง ส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างหุ้นและคริปโต
ขณะเดียวกัน การเพิ่มปริมาณเงินจะกดดันดัชนีดอลลาร์ (DXY) ให้อ่อนตัว ซึ่งตามสถิติมีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับราคา Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกันการเพิ่มสภาพคล่องในระบบจะสร้างแรงกดดันให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) อ่อนตัว ซึ่งตามสถิติที่ผ่านมา ดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนตัวมักเอื้อต่อการปรับขึ้นของราคา Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ
ทางฝั่งตลาดคริปโต นักลงทุนควรมองสถานการณ์นี้ ผ่านมุมมองของเศรษฐกิจมหภาค เพราะการที่เฟดตัดสินใจกลับมาอักฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ทั้งที่ยังมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แปลว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการประคองตลาดมากกว่า นี่จึงเป็นสัญญาณบวกในระยะสั้น และยังสนับสนุนแนวคิดว่า Bitcoin เป็น “ทองคำดิจิทัล” ในระยะยาวอีกด้วย
ตัวชี้วัดถัดไปที่นักลงทุนคริปโตต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนี DXY และ Bond Yield อายุ 10 ปี หากตัวเลขทั้งสองยังปรับตัวลงต่อเนื่อง นั่นจะถือเป็นการยืนยันเทรนด์ขาขึ้นของตลาดคริปโตอย่างเต็มตัว
ในขณะที่รายงาน Bitcoin มีการซื้อขายอยู่ที่ $92,255 ปรับตัวขึ้น 1.39% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

ที่มา:bitget
